Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > index Thai SSL 4Q2015 > บทที่ 1: การเรียกเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ > บทที่ 2: วิกฤติการณ์ > บทที่ 3: กษัตริย์ห้าองค์สุดท้ายของอิสราเอล > บทที่ 4: การแก้ไข และ การลงโทษ > บทที่ 5 : ปัญหามากชึ้นสำหรับผู้เผยพระวจนะ > บทที > > > > >
.
บทที่ 11: พันธสัญญา
.
บทที่  11
                                            พันธสัญญา                 
                                      5 - 11  ธันวาคม  2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
ปฐมกาล 9:1-17; ปฐมกาล 12:1-3 ; กาลาเทีย 3:6-9,15-18 ; อพยพ บทที่ 24 ; เยเรมีย์ 31:31-34 ;
1โครินธ์ 11:24-26.

ข้อควรจำ   “พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่ กับประชาอิสราเอล
                    และประชายูดาห์” (เยเรมีย์ 31:31)


พระคัมภีร์พูดถึง “พันธสัญญา” หลายฉบับเพราะมีมากกว่าหนึ่ง (โรม 9:4 ; กาลาเทีย 4:24) แต่มีพื้นฐานของพันธสัญญาเพียงหนึ่งเดียว มีพันธสัญญาแห่งพระคุณ ซึ่งพระเจ้าทรงประทานความรอดให้กับ
มนุษย์คนบาป ผู้อ้างพระคุณโดยความเชื่อ แนวคิดเรื่อง “พระคุณ” มาในรูปพหูพจน์ ซึ่งมาจากจุดหมายแตกต่างกัน พระเจ้าทรงปรับเปลี่ยน “ถ้ออยคำ” ในพันธสัญญาเพื่อสนองต่อความจำสำหรับประชากรของพระองค์ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันทั้งเรื่องเวลา และสถานที่แวดล้อม
       ไม่ว่าพันธสัญญาพระเจ้าทรงทำกับอาดัมจะมีเนื้อหาอย่างไร (ปฐมกาล 3:15) และพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับ
อับราฮัม (ปฐมกาล 12:1-3 ; กาลาเทีย 3:6-9) พันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย (อพยพ 20:2) พันธสัญญาที่ทรงทำกับดาวิด
(เอเสเคียล 37:24-27) หรือพันธสัญญาใหม่ (เยเรมีย์ 31:31-33) แนวคิดเป็นอย่างเดียวกัน ความรอดของพระเจ้าเป็น
ของประทานที่เราไม่คู่ควรจะได้รับ หรือใช้อะไรแลก และการรับของประทานของมนุษย์ เป็นของขวัญที่จะบังเกิดผล
เป็นความซื่อสัตย์ และการเชื่อฟังของผู้รับ
       “พันธสัญญาใหม่” ถูกเอ่ยถึงครั้งแรกในพระธรรมเยเรมีย์ เป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกลับจากแผ่นดินบาบิโลน
ของชนอิสราเอล นี่เป็นพระพรอย่างหนึ่งในหลายอย่าง ที่พระเจ้าทรงประทานให้พวกเขาแม้แต่ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้กับเหล่าผู้ได้หลงหายไปจากพระองค์ พร้อมทั้งทรงเสนอให้ความหวัง และ
การช่วยกู้สู่สภาพเดิมแก่พวกเขาด้วย

วันอาทิตย์   พันธสัญญาของพระเจ้ากับมนุษย์ทั้งปวง  (ปฐมกาล 9:1-17)

       เราทั้งหลายทราบดีว่าโลกในปัจจุบันชั่วร้ายเพียงใด เรารู้สึกถึงความชั่วร้ายทั้งปวง กระนั้นพระเจ้ายังทรงอดกลั้นพระทัยกับเรา ในสมัยน้ำท่ามโลกซึ่งเกิดขึ้นนานมาแล้ว เราสามารถจินตนาการถึงความเลวร้ายต่างๆในเวลานั้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระเจ้าทรงส่งน้ำมาท่วมโลก เพื่อทำลายมนุษย์ และสรรพสิ่ง ต่อมา “พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติแก่มนุษย์เพื่อเป็นกฏเกณฑ์ของชีวิต แต่มนุษย์ได้ละเมิดพระบัญญัติของพระองค์ ยังผลให้เกิดความบาปทุกอย่าง ความชั่วร้ายทุกประเภท ปัจจุบันมนุษย์ได้ทำสิ่งชั่วร้ายอย่างเปิดเผย และด้วยความกล้าแบบท้าทาย แต่ “ความยุติธรรม” จะต้องดำรง
ไว้มั่นคง ขณะเสียงของผู้คนที่ทุกข์เดือดร้อน และความเจ็บปวดรวดร้าวเพราะการถูกกระทำได้ดังก้องขึ้นไปถึงสวรรค์”
จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ”, หน้า 91.

       อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 9:1-17. พันธสัญญาได้ถูกทำขึ้นระหว่างพระเจ้า และมนุษย์?  และพันธสัญญานั้นสอนเรื่อง “พระคุณของพระเจ้า” มีต่อสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น?

       พันธสัญญาที่พระเจ้าประทานให้โนอาห์ครอบคลุมในวงกว้างที่สุดของพันธสัญญาในพระคัมภีร์ เป็นพันธสัญญา
สำหรับมนุษย์ทั้งมวล รวมไปถึงสรรพสัตว์ และธรรมชาติด้วย (ปฐมกาล 9:12) อนึ่งนี่เป็น “การวางเงื่อนไขข้างเดียว”
โดยพระเจ้าไม่มีข้อเรียกร้องอะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา เหมือนพันธสัญญาอื่นๆ พันธสัญญานี้ไม่
มีเงื่อนไขใดด้วยซ้ำไป
       ตรงนี้พระเจ้าทรงประทับตราพันธสัญญาด้วยเครื่องหมายสามารถมองเห็นได้ นั่นคือ “รุ้งกินน้ำ” เป็นเครื่องหมาย
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ หรือ พันธสัญญา ซึ่งพระเจ้าทรงพระสัญญาว่า พระองค์จะไม่ทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วมอีกเป็นครั้ง
ที่สอง ดังนั้น เมื่อใดก็ตามเราเห็นรุ้งกินน้ำ ความจริงมีว่า เราอยู่ตรงนี้เพื่อจะมองเห็นข้อพิสูจน์แห่งพันธสัญญาเก่า
       ท่ามกลางความบาป และความชั่วร้ายตรงนี้บนแผ่นดินโลก เราได้รับพระพรด้วยจากความสวยงามของรุ้งกินน้ำ
นี่เป็นเครื่องหมายแห่งพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อโลกทั้งใบ

       คิดเกี่ยวกับ “สง่าราศรี และความสวยงาม” ของรุ้งกินน้ำ จากสิ่งพระคัมภีร์บอกเราเกี่ยวกับเครื่องหมาย
นี้ ซึ่งนำเราเข้าใกล้ชิดพระเจ้ายิ่งขึ้น และเป็นบางสิ่งยิ่งใหญ่กว่าโลกนี้สามารถจะเสนอให้กับเราได้?

วันจันทร์   พันธสัญญกับอับราฮัม  (ปฐมกาล 12:1-3)

       อ่าน ปฐมกาล 12:1-3 ; ปฐมกาล 15:1-5 ; ปฐมกาล 17:1-14. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกอะไรเรา เกี่ยวกับ
สิ่งพระเจ้าได้ทรงวางแผนจะดำเนินการผ่านพันธสัญญา ซึ่งพระองค์ได้ทรงทำไว้กับอับราฮัม?
 
      พันธสัญญาแห่งพระคุณพระเจ้าได้ทรงทำกับอับราฮัมมีความสำคัญมากต่อความรอดทั้งมวลในประวัติศาสตร์ นั่น
คือเหตุผลว่าทำไม อัครทูลเปาโลใช้ช่วยอธิบายแผนการแห่งความรอด ซึ่งได้สำเร็จสมจริงในพระเยซูคริสต์เอง

       อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:6-9,15-18. อัครทูตเปาโลเชื่อมต่อพันธสัญญาพระเจ้าทรงทำไว้กับอับราฮัม
(1) อับราฮัม กับพระเยซู และ (2) ความรอดโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียว?
 
       ผ่านทางพระเยซู บุตรชายของอับราฮัม พระเจ้าจะทรงอวยพรให้ทั้งโลก (อ่าน กาลาเทีย 3:16) นั่นหมายถึงคนใด
ที่รับเอาความรอดในพระคริสต์กลายเป็นเผ่าพันธุ์ฝ่ายจิตวิญญาณของอับราฮัมได้โดยความเชื่อในพระคริสต์ (กาลาเทีย 3:29) พระธรรมกาลาเทียกล่าวว่า “ดังที่อับราฮัมได้เชื่อพระเจ้า และ การที่เชื่อนั้น พระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน” (กาลาเทีย 3:6) อับราฮัมไม่ได้รับความรอดโดยการทำดี หรือการปฏิบัติ เหมือนโจรบนไม้กางเขน ซึ่งเป็นอย่างนั้นเสมอ คนหนึ่งรับเอาความรอดโดยพระคุณของพระเจ้านำความรอดมาให้ พระวจนะของพระเจ้ากล่าวในเรื่องนี้ว่า“ถ้าเช่นนั้น เราจะว่าอะไรเรื่องอับราฮัม บรรพบุรุษของเราตามสายโลหิต ถ้าอับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรมโดยการประพฤติ ท่านก็มีทางที่จะอวดได้ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าท่านไม่มีทางอย่างนั้น พระคัมภีร์ว่าอย่างไร ก็ว่า อับราฮัมเชื่อในพระเจ้าและเพราะความเชื่อนั้นเอง พระเจ้าทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม” (โรม 4:1-3)

       คิดเกี่ยวกับความจริงยิ่งใหญ่ ที่ความหวังแห่งความรอดนำมาให้ จากความชอบธรรมของพระเยซูซึ่งประทานให้โดยความเชื่อ มีความหวัง และความชื่นชมยินดียิ่งใหญ่อะไร ที่คุณได้รับจากของขวัญอัศจรรย์ ที่พระเจ้าได้ทรงทำขึ้นเพื่อคุณ?

วันอังคาร   พันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย  (อพยพ บทที่ 24)

       พันธสัญญาระหว่างพระเจ้า และชนอิสราเอล ทำขึ้นที่ภูเขาซีนายอย่างไร? (อพยพ บทที่ 24)

       พระเจ้าทรงเรียกท่านโมเสส และผู้นำแห่งอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย ผู้นำเหล่านี้รวมถึงอาโรน และบุตรชายสองคน
เป็นตัวแทนของปุโรหิต ผู้นำคนอื่นๆรวมถึงผู้ปกครอง 70 คนเป็นตัวแทนของชนอิสราเอลทั้งปวง ชายเหล่านี้ขึ้นภูเขา
ไปพร้อมกับท่านโมเสส และพวกเขาหยุดตรงจุดห่างออกไป ขณะท่านโมเสสได้รับอนุญาตให้ปีนสูงขึ้นไป ณ สถานที่
พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์
       โมเสสลงมาจากภูเขาซีนาย พร้อมกับพระวจนะ และกฏหมายทั้งสิ้นมาชี้แจงให้ประชาชนทั้งปวงทราบ แล้วโมเสส
ได้ถามประชาชนทั้งมวล พวกเขาจะตอบสนองพระองค์อย่างไร “ประชาชนทั้งปวงก็ตอบเป็นเสียงดียวกันว่า พระวจนะทั้งหมดซึ่งพระเจ้าตรัสไว้นั้น พวกเราจะกระทำตาม” (อพยพ 24:3)

       อ่าน พระธรรม ฮีบรู 4:2  พระคัมภีร์ข้อนี้อธิบายความล้มเหลวของอิสราเอลอย่างไร? เราสามารถเรียนรู้
จะหลีกเลี่ยงจากการทำความผิดอย่างเดียวกันได้อย่างไร?

       เราสามารถเชื่อฟังโดยความเชื่อเท่านั้น และด้วยการอ้างพระสัญญามายังเราโดยความเชื่อ ความจงรักภักดีต่อน้ำ
พระทัยของพระเจ้าทำให้ชัดเจนได้โดยการเชื่อฟังพระบัญญัติพระเจ้า การเชื่อฟังพระบัญญัติเป็นส่วนสำคัญของพันธสัญญานิรันดร์ในสมัยของโมเสส การเชื่อฟังพระบัญญัติเป็นส่วนสำคัญในสมัยของเราด้วยเช่นกัน ความเข้าใจผิดพลาดสามัญเกี่ยวกับพระบัญญัติ และพันธสัญญาโดยทั่วไปมาจากความไม่เข้าใจความหมายถ้อยคำของของท่านเปาโล พวกเขาไม่ตระหนักว่าท่านเปาโลต้องจัดการกับศัตรู ผู้ต้องการให้ผู้เชื่อทั้งหลายปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ และประเพณีของชาว
ยิว โดยให้ถือเป็นส่วนสำคัญในความเชื่อของคริสเตียน แต่ท่านเปาโลต้องการให้ “พระคริสต์ และความชอบธรรมของพระองค์เป็นส่วนสำคัญในการติดตามพระคริสต์

       บ่อยครั้งเพียงใดคุณได้พูดเหมือนชนอิสราเอลว่า “ทุกสิ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัส ข้าพระองค์จะทำตาม” แต่แล้วล้มเหลวจะทำตามตลอดเส้นทาง? เหตุใดการที่มนุษย์ผู้อ่อนแอกล่าวสัญญารับเอาพระคุณจึงมีความ
สำคัญยิ่ง? คุณจะมีความหวังอะไรถ้าปราศจากพระสัญญาแห่งพระคุณ?

วันพุธ    พันธสัญญาใหม่ (ส่วน ที่ 10)   (เยเรมีย์ 31:31-34)  

       อ่านพระธรรม เยเรมีย์ 31:31-34. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้มีความหมายอะไรทั้งในเวลาของพวกเขา และเวลาของเราในปัจจุบัน?

       ท่านเยเรมีห์พูดถ้อยคำเหล่านี้ระหว่างวิกฤติการยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งประชนชนยังไม่ได้เผชิญ วิกฤติกาลนี้จะมาถึงใน
อีกไม่นานนั้นคือกองทัพบาบิโลนยกมาโจมตี ซึ่งเป็นข่าวคุกคามความอยู่รอดของชาติ อีกครั้งหนึ่งพระเจ้าทรงเสนอความหวังให้ พระเจ้าทรงตรัสสัญญาว่านี่จะไม่เป็นครั้งสุดท้าย และพวกเขายังมีโอกาสอีกครั้งหนึ่ง หากพวกเขาจะดำ
เนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
       ดังนั้น พระสัญญาแรกแห่ง “พันธสัญญาใหม่” พบในพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงประทานให้เมื่อการรุกรานของกองทัพ
บาบิโลนกำลังจะเกิดขึ้น และกองทัพจะยกกลับไป แต่โอกาสที่กองทัพจะกลับมาอีกมีความเป็นไปได้ การละเมิดพันธสัญญาทำไว้ที่ภูเขาซีนาย (เยเรมีย์ 31:32) ซึ่งได้นำพวกเขาสู่ป่ากันดาร ลักษณะเดียวกัน ความสำคัญของพันธสัญญา
นี้ ควรได้ปกป้องพวกเขา และให้ความหวังสำหรับอนาคต ดังเช่นพันธสัญญาแห่งชีนาย พันธสัญญาใหม่จะเป็นอย่างเดียวกัน แต่ในครั้งนี้พันธสัญญาถูกเขียนขึ้นในดวงจิตและดวงใจของพวกเขาทั้งหลาย ซึ่งควรคงอยู่ตราบนานเท่านาน
       “ในทำนองเดียวกันพระบัญญัติที่สลักลงบนศิลาสองแผ่น ได้ถูกเขียนบนแผ่นเนื้อหัวใจของเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แทนที่เราจะสถาปนาความชอบธรรมของเราขึ้นเอง เรารับเอาความชอบธรรมชของพระคริสต์ พระโลหิตของ
พระเยซูซึ่งล้างความบาปของเราให้หมดสิ้น เราได้รับเอาผลแห่งการเชื่อฟังพระบิดาของพระเยซูมาเป็นของเราแทน
เมื่อนั้นดวงใจของเราทั้งหลายได้ฟื้นฟูขึ้นใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะทำให้บังเกิดผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ผ่านทางพระคุณของพระคริสต์ เราจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งเขียนไว้ในดวงใจของเรา
และด้วยวิญญาณของพระคริสต์ซึ่งดำรงอยู่ในเรา เราจะเดินตามพระคริสต์ไปเหมือนพระองค์ทรงดำเนิน” ใน หนังสือ
ของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ”, หน้า 372.
       
ภายใต้พันธสัญญาใหม่ ความบาปของประชาชนจะได้รับการอภัย พวกเขาจะรู้จักองค์พระผู้เจ้าด้วยตัวพวกเขาเอง
และพวกเขาจะเชื่อพระบัญญัติของพระเจ้าผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งกำลังทำงานในพวกเขา พันธสัญญาเดิมอยู่ภายใต้เงา และในสัญลักษณ์ พันธสัญญาใหม่ซึ่งเป็นจริง ความรอดเป็นมาโดยความเชื่อเสมอ ความเชื่อนั้นจะสำแดง
“ผลของพระวิญญาณ”

วันพฤหัสบดี  พันธสัญญาใหม่ (ส่วน ที่ 2)   (ลูกา 22:20)  

       คำพยากรณ์ของท่านเยเรมีย์เกี่ยวกับพันธสัญญาใหม่มีสองความหมาย: ความหมายแรก เกี่ยวกับชนอิสราเอล
กลับไปหาพระเจ้า และการที่พระองค์ทรงนำพวกเขากลับบ้าน ความหมายที่สอง การชี้ไปยังพันธกิจของพระเยซูใน
ฐานะพระเมสสิยาห์ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ทำให้พันธสัญญามีผลบังคับ และจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และ พระเจ้า นั่นคือพันธสัญญาใหม่ที่เราได้เห็นภาพเต็มมิติของแผนการแห่งความรอด ซึ่งเมื่อก่อนนั้นได้อธิบายให้เห็นเพียงเป็นเงา และสัญลักษณ์ (ฮีบรู 10:1)
 
      อ่าน พระธรรม ลูกา 22:20 และ 1โครินธ์ 11:24-26. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เชื่อมโยงกับคำพยากร์ของท่าน
เยเรมีย์อย่างไร?

       พระวรกายของพระคริสต์ที่ได้แตกหัก และพระโหหิตของพระองค์ได้สำแดงในพระคัมภีร์เดิมขณะที่มีการถวาย
บูชาลูกแกะในเทศกาลปัสกา พระเยซูทรงเป็นลูกแกะแห่งปัสกา พันธกิจของพระคริสต์ไม่ได้เริ่มต้นในพระคัมภีร์ใหม่
แต่มีส่วนในพระคัมภีร์เดิมด้วย ในพิธีมหาสนิทเราสามารถพบความเชื่อมโยงกับสิ่งพระเยซูได้ทรงได้ทำผ่านประวัติ
ศาสตร์แห่งความรอด
       ขนมปังไร้เชื้อ และน้ำองุ่นให้ข้อสรุปสั้นที่สุดในประวัติศาสาตร์แห่งความรอด ทั้งสองเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่
ผ่านสัญลักษณ์เหล่านี้ เราเข้าใจงานมหัศจรรย์ของพระเจ้าทรงทำเพื่อเรา
       พิธีมหาสนิทชี้ไปทั้งการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ และการเสด็จกลับมาของพระองค์ หากปราศจากการเสด็จกลับ
มา การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์จะไร้ซึ่งความหมาย จะว่าไปการเสด็จมาครั้งแรกจะมีผลดีอะไร ถ้าหากไม่มีการเสด็จ
กลับมาครั้งที่สอง? เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สอง ผู้ที่ตายแล้วในพระคริสต์จะเป็นขึ้นสู่ชีวิตจากหลุ่มฝังศพก่อน
(1 เธสะโลนิกา 4:16 ; 1โครินธ์ 15:12-18) พระเยซูทรงสร้างแนวเชื่อมต่อ เมื่อพระองค์ทรงตรัสว่า “เราบอกท่านทั้ง
หลายว่า เราจะไม่ดื่มน้ำผลแห่งเถาองุ่นต่อไปอีกจนวันนั้นมาถึง คือวันที่เราจะดื่มกันใหม่กับพวกท่านในแผ่นดินแห่ง
พระบิดาของเรา" (มัทธิว 26
:29) ไม่มีคำถามใดๆ ว่าการเสด็จกลับมาครั้งแรกมีความผูกพันใกล้ชิดยิ่งกับการเสด็จกลับ
มาครั้งที่สองของพระองค์ การเสด็จมาครั้งแรกพบกับความสมจริงในการเสด็จกลับมาครั้งที่สองเท่านั้น

       ในคราวต่อไปเมื่อคุณเข้าไปมีส่วนในพิธีมหาสนิท คิดถึงพระสัญญาของพระคริสต์ที่ตรัสว่า จะไม่ทรงดื่มน้ำแห่งผลของเถาองุ่นจนกว่า พระองค์จะทรงดื่มกับเราในอาณาจักรของพระเจ้า คำกล่าวนี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไร? ถ้อยคำนี้กล่าวเกี่ยวกับความใกล้ชิดที่พระคริสต์ทรงต้องการมีกับเราเพียงไร?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       พระเจ้าทรงสร้างโลกของเราในลักษณะที่เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมายังละอองน้ำในมุมที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ละอองน้ำเหล่านั้นทำการแยกแสงของดวงอาทิตย์ออก ด้วยการสะท้อนออกในมุมที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดเป็นลำแสงสีต่างๆ สวยงาม ดวงจิตของเราบอกดวงตาของเราว่า เราได้เห็นรุ้งกินน้ำ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น (ซึ่งวิทยาศาสตร์ให้เห็นผลในลักษณะที่อธิบายได้) แต่สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า รุ้งกินน้ำเป็นพันธสัญญาระหว่างพระเจ้า และมนุษย์ว่า พระเจ้าจะไม่ทรงทำลายโลกด้วยการส่งน้ำมาท่วมอีก

คำถามเพื่อการอภิปราย
 
 1.  มีความจริงสำคัญอะไรอื่นอีกหลายอย่าง ที่พระคัมภีร์สอนไว้ ที่วิทยาศาสตร์ไม่เคยสอนเรา? ที่จริงคุณ
       สามารถโต้แย้งได้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดกลายสิ่ง เราทราบว่าไม่อาจสอนได้ด้วยหลักวิทยาศาตร์? ตัวอย่าง
       ความจริงที่ว่ามีอะไรบ้าง?
  2.  ในชั้น ทบทวนความสัมพันธ์สำคัญระหว่างความเชื่อ และการกระทำในแผนการแห่งความรอด อะไรคือ
       หน้าที่ของความเชื่อ? อะไรคือหน้าที่ของการปฏิบัติ หรือการประกอบการดี? ทั้งสองอย่างมีความเกี่ยว
       พันกันในประสบการณ์ของคริสเตียนอย่างไร?
  3.  การกล่าวว่า “พระบัญญัติถูกสลักลงในดวงใจของเรา” มีความหมายอย่างไร? แนวคิดนี้สอนว่าพระบัญ
       ญัติของพระเจ้า “จะยั่งยืนสถาพร” อยู่ตลอดไป แม้ว่าจะอยู่ภายใต้พันธสัญญาใหม่อย่างไร?
      
                            ******************
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272