Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > index Thai SSL 4Q2015 > บทที่ 1: การเรียกเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ > บทที่ 2: วิกฤติการณ์ > บทที่ 3: กษัตริย์ห้าองค์สุดท้ายของอิสราเอล > บทที่ 4: การแก้ไข และ การลงโทษ > บทที่ 5 : ปัญหามากชึ้นสำหรับผู้เผยพระวจนะ > บทที > > > > > > >
.
บทที่ 13: บทเรียนจากเยเรมีย์
.
บทที่  13
                                      บทเรียนจากเยเรมีย์                 
                                     19 - 25  ธันวาคม  2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
เยเรมีย์ 2:13 ; เยเรมีย์ 6:20 ; เยเรมีย์ 7:1-10 ; มัทธิว 9:12 ; เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5 ; เยเรมีย์ 10:1-15 ;
เยเรมีย์ 23:1-8.

ข้อควรจำ   “พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะเพาะอังกูรชอบธรรมให้ดาวิด และ
               ท่านจะทรงครอบครองเป็นกษัตริย์และกระทำกิจอย่างเฉลียวฉลาดและจะทรงประทาน
               ความยุติธรรมและความชอบธรรมในแผ่นดินนั้น” (เยเรมีย์ 23:5)


ตอนนี้เรามาถึงบทสุดท้ายในการศึกษาพระธรรมเยเรมีย์ของเรา ที่ผ่านมาเราเหมือนได้ผจญ
ภัย มีกิจกรรมหลายอย่าง มีความรู้สึกในด้านอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความท้อใจจากความดื้อรั้น ความเจ็บ
ปวดใจ และการเสี่ยงอันตรายท่านเยเรมีย์ได้รับจากชีวิตการรับใช้ในฐานะผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า
       เหมือนกับผู้เผยพระวจนะท่านอื่นๆ ท่านเยเรมีย์ไม่ได้เขียนจากโลกอันว่างเปล่า ข่าวสารของท่านเยเรมีย์มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับประชากรของพระองค์ในช่วงเวลา และสถานที่หนึ่ง
       ในหลายมิติสถานการณ์ของเยเรมีย์แตกต่างจากวิถีชีวิตของเราอย่างมาก แต่หลักการในหนังสือของท่านเป็นอย่าง
เดียวสำหรับประชากรของพระเจ้าในทุกชั่วคน
       หลักการเช่น “ความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์” เช่นนี้เป็นหลักความจริงด้านศาสนาคือการถือศาสนาจากดวงใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับความว่างเปล่า และพิธีรีตองที่ตายแล้ว ซึ่งอาจสามารถทำให้ผู้เชื่อศรัทธามีความรู้สึกสัมผัสผิดๆว่าพวกตนมีสันติสุข และมีความสุข หลักการแห่งความเชื่อแท้จะทำให้ยินดีรับฟังการแก้ไขในสิ่งผิด แม้เมื่อคุณไม่ต้องการจะรับฟัง หลักการต่างๆ หรือมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูฝ่ายจิตวิญญาณ และการปฏิรูปชีวิต ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ล้วนเป็นสิ่งต้องการในการดำเนินชีวิตคริสเตียน
       รายละเอียดยังอาจสาธยายต่อไปได้อีก สัปดาห์นี้ให้เราศึกษาบทเรียนอีกบางบทจากพระธรรมเยเรมีย์ ซึ่งสอนเรา
เรื่องความรักของพระเจ้า สำหรับเหล่าประชากรของพระเจ้าขณะพระองค์ทรงกล่าวเตือนพวกเขาเกี่ยวกับว่า การไม่เชื่อฟังของพวกเขา จะนำพวกเขาไปสู่ที่ใด

วันอาทิตย์   องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านเยเรมีย์  (เยเรมีย์ 31:3)

       เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสมีความเข้าใจว่า ศูนย์กลางของการสงครามต่อสู้ขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ มีประเด็นสำคัญยิ่งคือ
พระลักษณะอุปนิสัยของพระเจ้า? พระเจ้าทรงเป็นเหมือนกับอะไร? พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองที่กดขี่เข้มงวดอย่าง
ที่ซาตานวาดภาพพระองค์ให้เราเห็นไหม? หรือว่าพระองค์เป็นพระบิดาผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ทรงพระเมตตา และ
ทรงปรารถนาแต่สิ่งดีที่สุดสำหรับเรา? คำถามเหล่านี้มีความสำคัญที่สุดของทั้งจักรวาล
       คำถามที่เอ่ยถึงมีความสำคัญสุดยอด แต่ขอบพระคุณพระเจ้าเรามีคำตอบ คำตอบเหล่านี้มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด
บนไม้กางเขนแห่งคาลวารี
       “อย่าให้เราลืมว่า พระเยซูทรงมีฤทธิ์อำนาจ ทรงร่วมกับพระบิดา และพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการเนรมิตสร้างสรรพ
สิ่ง ทรงให้การค้ำจุนโลกของเรา และโลกอีกนับไม่ถ้วนทั้งเอกภพอันยิ่งใหญ่ไพศาล พระบิดาทรงมหิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ทรง
นั่งบนบัลลังก์แห่งสวรรค์ เหล่าทูตสวรรค์แซ่ซ้องสดุดีพระนามของพระองค์ ด้วยความรักโลกทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาบังเกิดในโลกนี้ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรจะมิได้พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์ พระบุตรทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ทั้งมวล ทรงยินดีรับความเจ็บปวดรวดร้าว ความอับอาย และความตาย ช่วงไม่กี่นาทีสุดท้ายก่อนทรงปลงพระชนม์ พระองค์ทรงซ่อนพระองค์จากพระพักตร์ของพระบิดา การถวายบูชาของพระองค์ทำให้
เราทั้งหลายรู้สึกตื่นเต้นอัศจรรย์ใจ ในวันนั้นบนแผ่นดินสวรรค์ จำนวนผู้ได้รับความรอดมากเกินคณนาจะพร้อมใจกัน
ก้มศีรษะลงนมัสการพระองค์” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์ ใน “สงครามแห่งประวัติศาสตร์” , หน้า 651.

       ธรรมชาติ และพระลักษณะอุปนิสัยของพระเจ้าสอนไว้ในข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ของพระธรรมเยเรมีย์:
เยเรมีย์ 2:13 ; เยเรมีย์ 5:22 ; เยเรมีย์ 11:22 ; เยเรมีย์ 31:3 ; และ เยเรมีย์  3:7สอนอะไรเราเกี่ยวกับพระองค์?

       มีเพียงไม่กี่ตัวอย่าง ของตัวอย่างอีกมาก ถูกนำใช้อธิบายหนังสือเล่มนี้ ที่สอนเราบางสิ่งเกี่ยวกับธรรมชาติ และ
ลักษณะอุปนิสัยของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชีวิต ทรงเป็นพระผู้สร้างฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ ทรงเป็นพระ
เจ้าแห่งการพิพากษา เป็นพระเจ้าผู้ทรงรักเรา และเรียกเราซ้ำแล้ว ซ้ำอีกให้หันหน้าหนีจากเส้นทางเดินนำไปสู่ความพินาศ
 
       มีข้อพิสูจน์พระลักษณะอุปนิสัยแห่งความรักของพระเจ้าอะไร  ที่คุณมีประสบการณ์ในตลอดชีวิตของ
คุณ?

วันจันทร์   พิธีของศาสนาเทียม และความบาป  (เยเรมีย์ 6:20)

        นักศึกษาพระคัมภีร์คนหนึ่งชื่อ เทอร์รี อีเกลตัน เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “เหตุผล, ความเชื่อ, และการปฏิรูป,
สะท้อนการต่อสู้ขัดแย้งอย่างไม่วันสิ้นสุดกับความบาปของผู้คนในโลกผ่านองค์กรศาสนาที่จัดตั้งขึ้น” จากหนังสือโดย เทอร์รี อีเกิล จากสำนักพิมพ์ คิลเดิล เอดดิชัน หน้า 8.
       นักศึกษาพระคัมภีร์อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมด! นั่นเป็นเพราะว่าศาสนาของพระคัมภีร์ คือศาสนา
ที่พระเจ้าทรงประทานให้มนุษย์ ได้กลายเป็น “องค์กรศาสนาที่ได้จัดระเบียบแล้ว” เสมอ
       ไม่มีข้อกังขา พระธรรมเยเรมีย์บอกเราเกี่ยวกับพระเจ้า ผู้พยายามนำผู้คนออกจากศาสนาที่จัดระเบียบพิธีไว้อย่างเป็นระบบ แต่มีลักษณะเยือกเย็น ไม่มีชีวิตชีวา ระเบียบพิธีควบคุมความเชื่อของผู้มีศรัทธา พวกเขาเชื่อว่าพิธีรีตองทั้งหลายปกปิดความบาปของพวกเขาไว้ได้ หรือไม่ก็ขจัดความบาปนั้นออกไป
       ส่วนใหญ่ในพันธกิจของท่านเยเรมีย์คือ การต่อสู้ดิ้นรนกับเหล่าผู้นำ กลุ่มปุโรหิต และชนอิสราเอล ซึ่งพวกเขาเชื่อ
ว่าพวกตนเป็นบุตรของอับราฮัม เพราะเหตุผลนี้ พวกเขาเชื่อว่า พวกเขามีความสัมพันธ์อันดีกับพระเจ้า นี่เป็นความเท็จ
ที่น่า เศร้า เราทั้งหลายต่างก็เป็นบุตรหลานของอับราฮัมเช่นกัน “และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้วท่านก็เป็นพงศ์พันธุ์
ของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา” (กาลาเทีย 3
:29) เราต้องระมัดระวังอย่าหลงไปกับการโกหกนี้
      
       อะไรคือข่าวสารในพระธรรม เยเรมีย์ 6:20 และ เยเรมีย์ 7:1-10. สิ่งสำคัญที่สุด เราสามารถใช้หลักการ
เหล่านี้ในการดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าได้อย่างไร?

       อ่าน พระธรรมเยเรมีย์ 7:9,10. ถ้ามีใครสักคนต้องการพบตัวอย่าง “พระคุณราคาถูก” จะพบได้ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ผู้คนทำสิ่งเป็นความบาปนานา จากนั้นพวกเขาไปที่พระวิหาร และ “นมัสการ” พระเจ้าเที่ยงแท้ ขออภัยความ
บาปที่พวกเขาได้กระทำไป สิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ไม่เพียงการสารภาพความบาปแล้วกลับไปทำบาปอย่างเดิม
แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางดำเนินชีวิต หาไม่แล้วพวกเขาต้องพบกับการพิพากษา
       นี่เป็นความเท็จที่พวกเขาเชื่อ พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามาอ้างพระสัญญาที่ว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระ
องค์ทรงสัตย์ซื่อ และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให่พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น
1
:9) แล้วพวกเขากลับไปทำสิ่งที่พวกเขาต้องการอีก โดยไม่ใส่ใจในเงื่อนไขของพันธสัญญาการอภัยบาป ดังนั้นพวกเขาสามารถทำความบาปเหล่านั้นต่อไปได้!

       มีอะไรแตกต่างระหว่าง ที่ท่านเยเรมีย์กำลังกล่าวเตือนผู้นำ และประชาชน และสิ่งที่พระเยซูทรงตรัสใน
พระธรรม มัทธิว ว่า “คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ” (มัทธิว 9:12) เหตุใดจึงสำคัญที่จะทราบ
ในความแตกต่าง?

วันอังคาร   ศาสนาแห่งดวงใจ  (โรม 14:12)     

       “ฉะนั้นเราทุกคนจะต้องทูลเรื่องราวของตัวเองต่อพระเจ้า” (มัทธิว 14:12)

       ส่วนมากแล้วพระธรรม เยเรมีย์จะกล่าวตรงยังชนชาติในลักษณะของกลุ่ม ครั้งแล้วครั้งเล่าท่านเยเรมีย์พูดเกี่ยวกับชนอิสราเอล และชาวยูดาห์เป็น “เถาองุ่นที่ทรงเลือกไว้” (เยเรมีย์ 2:21) ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า (เยเรมีย 11:15 ; เยเรมีย์ 12:7)  เป็นมรดกของพระเจ้าเอง (เยเรมีย์ 12:7-9 ) เป็นสวนองุ่นของพระองค์ (เยเรมีย์ 12:10)  และเป็นฝูงแกะของพระเจ้า (เยเรมีย์ 13:17)
       แน่นอน เป็นอย่างเดียวกันในพระคัมภีร์ใหม่ บ่อยครั้งคริสตจักรเป็นที่เข้าใจเป็นกลุ่ม (อ่าน เอเฟซัส 1:22 ; เอเฟซัส 3:10 ; เอเฟซัส 5:27)
       แต่ความรอดเป็นเรื่องของส่วนบุคคล ไม่ใช่ประเด็นของกลุ่ม กล่าวคือเราไม่ได้รับความรอดเป็นกลุ่ม เหมือนคริสต
จักรในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ ชนชาติอยูดาห์ประกอบด้วยบุคคลทั้งปวงแยกจากกันเป็นคนๆ หรือระดับของแต่ละบุคคล ข้อ
พระคัมภีร์มีชื่อเสียงข้อหนึ่ง มีข้อความว่า “พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5) เป็นการพูดกับชนชาติในลักษณะเป็นกลุ่ม แต่เป็นการเขียนถึง “ท่าน” ในฐานะเป็นหนึ่ง พระเจ้ากำลังตรัสกับแต่ละคน ในความเป็นหนึ่ง พวกเราแต่ละคนจะต้องไปรายงานตัวเราเองฐานะเป็นปัจเจกชน(เฉพาะบุคคล) ต่อพระเจ้า
       เราพบสิ่งเดียวในพระธรรมเยเรมีย์เช่นกัน
 
       พระธรรม เยเรมีย์ 17:7 ; เยเรมีย์ 17:10 ; เยเรมีย์ 29:13 ; และ เยเรมีย์ 9:23,24. กล่าวเกี่ยวกับความสำคัญ
ในการดำเนินไปกับพระเจ้าของบุคคลหนึ่งอะไรบ้าง?

       ทั้งพระคัมภีร์เดิม และพระคัมภีร์ใหม่กล่าวถึงคริสตจักรของพระเจ้าในฐานะเป็นกลุ่ม แต่ความเชื่อแท้เป็นเรื่อง
ของแต่ละบุคคล “เขาเอง” หรือ “หล่อนเอง” แต่ละคนจำเป็นต้องอุทิศถวายแด่พระเจ้าประจำวัน เป็นการเลือกของแต่
ละคนที่เดินไปด้วยความเชื่อ และการเชื่อฟัง
  
       ไม่มีคำถามใดๆ ว่าแต่ละคนในพวกเราต้องรับผิดชอบดวงวิญญาณของเราเองในฐานะเป็นบุคคลหนึ่ง
แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เรากำลังทำทุกสิ่งเท่าที่สามารถเพื่อยกระดับ และให้การหนุนใจแก่คนอื่น? ใคร
บ้างสามารถให้การประโลมใจด้วยถ้อยคำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่คนอื่นเดี๋ยวนี้?

วันพุธ    รูปเคารพเทียมเท็จ   (เยเรมีย์ 10:1-15)  

       อะไรคือความบาปยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของประชาชน ที่ท่านเยเรมีย์ต้องคอยจัดการอย่างต่อเนื่อง? (อ่าน
พระธรรม เยเรมีย์ 10:1-15)

       ถูกแล้ว ท่านเยเรมีย์สอนเราว่า รูปเคารพไม่มีอำนาจ ไม่มีเหตุผลเราจะไปกราบไหว้ แต่สิ่งที่น่าสนใจในข้อพระ
คัมภีร์เหล่านี้ คือสิ่งท่านสอนเรื่องความแตกต่างของรูปเคารพจากพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ รูปเคารพเหล่านี้ไม่มีพลังอำนาจ ไร้ประโยชน์ ว่างเปล่า และเทียมเท็จ ความแตกต่างยิ่งใหญ่ของรูปเคารพเหล่านั้นคือ ทำขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่พระ
เจ้าได้ทรงสร้างไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งบนฟ้าสวรรค์ และสรรพสิ่งบนโลก พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ตลอดนิรันดร์ ใน
ขณะรูปเคารพทั้งหลายมีอายุจำกัด ดังนั้นเราควรนมัสการพระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งไว้ และทรงเกื้อกูลให้โลก และจักรวาลดำรงอยู่ คำตอบในเรื่องนี้ชัดเจนมาก
       แม้คำตอบจะชัดเจนมาก แต่เรายังล่อแหลมต่ออันตรายของการตกสู่ “การกราบไหว้รูปเคารพ” ในปัจจุบัน เราอาจ
ไม่นมัสการรูปเคารพอย่างเดียวกับผู้คนในสมัยท่านเยเรมีย์ แต่การดำรงชีวิตทันสมัยเต็มไปด้วย “พระ” (gods) เทียมเท็จรูปเคารพสมัยใหม่สามารถเป็นอะไรก็ได้ ที่เรารักมากกว่าพระเจ้า! ไม่ว่าเราจะ “นมัสการ” สิ่งใด (การนมัสการไม่ใช่การ
ร้องเพลง และการอธิษฐานเสมอไป) สิ่งนั้นกลายเป็น “พระ” (เจ้า) ของเรา และเราก็จะมีความผิดของการกราบไหว้ หรือ
นมัสการรูปเคารพ

       มีสิ่งใดบ้างอาจหมิ่นเหม่ต่ออันตรายของการทำรูปเคารพขึ้น? ยกตัวอย่างเช่น ที.วี. , ดี.วี.ดี., รถยนต์
คอมพิวเตอร์, เงินทอง, ชื่อเสียง เครื่องประดับ หรือแม้บุคคลอื่น? ลองทำรายการของสิ่งต่างๆ ที่มีความเป็น
ไปได้ ที่จะทำขึ้นเป็นรูปเคารพ ถามตัวคุณเอง: ในตอนสุดท้าย อะไรคือ “ความรอด” ที่รูปเคารพเหล่านั้น
เสนอให้?

       แน่นอน เราทราบดีว่าไม่มีสิ่งใดที่กล่าวมา หรือสิ่งอื่นมีคุณค่าที่คุณจะนมัสการ เราทราบว่าในที่สุดไม่มีสิ่งใดในโลก
จะเสนอให้กับเรา ไม่ว่าเราจะทำรูปเคารพจากสิ่งใด จะให้ความพึงพอใจเต็มอิ่มกับดวงวิญญาณของเรา และแน่นอนรูป
เคารพเหล่านั้นจะไม่ช่วยเราให้รอดพ้นจากการปรักปรำของความบาป แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวัง หรือล้มเหลวที่จะยกพระเยซูขึ้นเป็นหนึ่งในชีวิตของเราทั้งหลาย เราสามารถถูกกวาดสู่รูปแบบใหม่ของการนมัสการรูปเคารพ การนมัสการรูปเคารพนี่แหละ ท่านเยเรมีย์ต่อต้านรุนแรง

วันพฤหัสบดี  ชนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่  (เยเรมีย์ 23:1-8)  

       “ในช่วงไม่กี่ปีของการปิดฉากการเตือนเรื่องการหลงไปจากพระเจ้าของชาวยูดาห์ การเตือนของผู้เผยพระวจนะ
ล้มเหลว กองทัพของบาบิโลนยกมาเป็นครั้งที่สาม และเป็นครั้งสุดท้าย และยกเข้าโจมตีกรุงเยรูซาเล็ม ความหวังโบย
บินไปจากดวงใจชาวยูดาห์ทุกดวง และท่านเยเรมีย์พยากรณ์ถึงความพินาศย่อยยับ เพราะท่านเยเรมีย์ให้ยอมแพ้ต่อ
บาบิโลน ในที่สุดทั้งกษัตรย์ และผู้นำอื่นผู้ไม่เห็นด้วยจับท่านเยเรมีย์ไปขังคุกไว้เ แต่พระเจ้าไม่ทรงลืมคนกลุ่มน้อยผู้
ซื่อสัตย์ที่ยังเหลืออยู่ ผู้ยังคงอยู่ในตัวเมือง แม้ว่าท่านเยเรมีย์ถูกจับตามองโดยเหล่าผู้เกลียดชังข่าวสารของท่าน ช่วงนี้
พระเจ้าทรงส่งข่าวสดใหม่ผ่านท่านเยเรมีย์ เกี่ยวกับสวรรค์มีความเต็มใจที่จะให้อภัย และช่วยพวกเขาให้รอด นิมิตที่
ส่งมาเป็นแหล่งการหนุนใจที่ไม่เคยล้มเหลวสำหรับเหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าในช่วงเวลานั้น จนมาถึงเวลานี้” จาก หนังสือ
ของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และ กษัตริย์” , หน้า 466.

       แม้ท่ามกลางผู้หลงเจิ่นจากพระเจ้า และอยู่ในลักษณะกู่ไม่กลับ พระเจ้ายังมีคนกลุ่มน้อยผู้ซื่อสัตย์ที่ยังเหลืออยู่ ผู้
เผยพระวจนะหลายท่าน รวมท่านเยเรมีย์ด้วย ยังชี้ทางให้ผู้หลงหาย และผู้ไม่ซื่อสัตย์ให้กลับมา เพราะพระเจ้าทรต้อง
การให้ผู้เคยเป็นประชากรของพระองค์หวนกลับมาดังเดิม และได้รับการช่วยให้รอด แต่ตลอดประวัติศาสตร์ของพระคัม
ภีร์ พระเจ้าทรงมีคนหลุ่มน้อยที่ยังเหลืออยู่เสมอ แน่นอนโอกาสเช่นนี้จะมีอย่างต่อเนื่องไปจนวาระสุดท้ายของกาลเวลา
(อ่าน วิวรณ์ 12:7)

       แนวคิดเรื่อง “คนหลุ่มน้อยที่ยังเหลืออยู่” ได้รับการอธิบายใน พระธรรมเยเรมีย์ 23:1-8 อย่างไร?
การอธิบายเช่นนี้ถูกใช้ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่อย่างไร? (อ่าน เยเรมีย์ 33:4-18 ด้วย)

      ใน ข้อพระคัมภีร์ เยเรมีย์ 33:5-7 ครูสอนพระคัมภีร์มีความเข้าใจนานมาแล้วว่าเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเมส
สิยาห์ ซึ่งเป็นคำพยากรณ์แห่งความรอดสำหรับประชากรผู้ซื่อสัตย์ของพระเจ้า หลังจากชาวยูดาห์ถูกจับเป็นเชลยถูก
นำตัวไปบาบิโลน คนกลุ่มที่ยังเหลืออยู่ได้กลับมา ไม่ใช่เป็นการกลับมาอย่างมีศักดิ์ศรี แต่พระประสงค์ของพระเจ้าได้สำเร็จสมจริงผ่านเชื้อสายครอบครัวของดาวิด ผ่านทางพระเยซูซึ่งในวันหนึ่งจะเป็นกษัตริย์ปกครองทั่วปฐพี
       คำพยากรณ์นี้สำเร็จสมจริงส่วนหนึ่ง นั่นคือการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู (อ่าน มัทธิว 1:1 ; มัทธิว 21:7-9 ; ยอห์น 12:13). ซึ่งจะสำเร็จสมจริงสมบูรณ์ในการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู (อ่าน ดาเนียล 7:13, 14) เมื่อประชากรผู้ซื่อสัตย์ของพระเจ้าทั้งหมดจะดำรงชีวิตตลอดชั่วนิรันดร์ในสันติสุข และปลอดภัย การไถ่ให้รอดพ้นจากความบาปเป็นสัญลักษณ์โดยการอพยพจากอียิปต์ของชนอิสราเอล  แต่การเสด็จกลับมาครั้งที่สอง จะเป็นการอพยพครั้งสุดท้ายและเสร็จสมบูรณ์ และตลอดไปชั่วนิรันดร์

       คุณมอบความหวังของคุณไว้กับสิ่งใด? คุณสามารถเรียนรู้จะไว้วางใจในสิ่งใดยิ่งกว่าพระสัญญาของพระเจ้า และ ความสำเร็จสมจริงอย่างสมบูรณ์ในชีวิตของคุณเอง? มีอะไรอื่นที่คุณถือว่ามีความสำคัญยิ่งกว่า?
 
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       แล้วมีอะไรเกี่ยวกับท่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ ท่านเป็นผู้ชนะ หรือผู้แพ้? ชีวิตของท่านประสบความสำเร็จอย่าง
ไร? ท่านต้องเผชิญก้บความทุกข์ยากมากมาย แต่ท่านไม่มีความกลัวจะบ่นว่า และคร่ำครวญเกี่ยวถึงสิ่งที่ท่านต้องพบ
เหล่าปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ (เทียมเท็จ) กษัตริย์ และประชาชนไม่ชอบข่าวสารของท่านเยเรมีย์ ที่จริงพวกเขาเป็นทุกข์
หวาดหวั่นเมื่อได้ยินได้ฟังคำเตือน พวกเขาแม้แต่คิดว่าท่านเยเรมีย์เป็นผู้ทรยศต่อชาติ (ท่านทำนายถึงความพินาศของ
กรุงเยรูซาเล็ม กษัตริย์ ผู้นำทั้งหลาย และประชาชนทั่วไปจะถูกจับเป็นเชลยถูกนำตัวไปบาบิโลน) และในที่สุดเมื่อความ
พินาศ และวาระสุดท้ายมาถึง ท่านเยเรมีย์ได้มองย้อนกลับไป ท่านได้ใช้เวลาหลายปีในชีวิตของท่านเพื่อกล่าวเตือนถึง
สิ่งจะบังเกิด แต่ปราศจากผล ครั้งแล้วครั้งเล่าผู้คนปฏิเสธจะรับฟังถ้อยคำของพระเจ้าผ่านท่านเยเรมีย์ พวกเขาจับท่านหย่อนลงไปในบ่อโคลนหวังจะให้ท่านตายที่นั่น แต่ท่านเยเรมีย์ยังมีชีวิตอยู่เมื่อชนในชาติยูดาห์ถูกจับเป็นเชลยและถูกนำตัวไปบาบิโลน ขณะที่กรุงเยรูซาเล็ม และพระวิหารถูกทำลาย ตามสายตา และความเข้าใจของมนุษย์ ไม่มีอะไรเป็นไปด้วยดีสำหรับท่านเยเรมีย์ คุณเองอาจมีความเห็นต่าง แต่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่าชีวิตของท่านเยเรมีย์ไม่มีความน่าอภิรมย์
แต่อย่างใด !

คำถามเพื่อการอภิปราย
  1.  ถามว่าท่านเยเรมีย์เป็นผู้ชนะ (ประสบความสำเร็จในพันธกิจที่ทำ) หรือเป็นผู้แพ้ (ไม่ประสบความสำเร็จ)
       ถ้าคุณตอบว่าท่านเป็นผู้ชนะ สิ่งนั้นบอกอะไรเราเกี่ยวกับว่ามีความสำคัญเพียงใดที่เราจะไม่พิพากษาชีวิต
       การทำงานของท่านโดยมาตรฐานของโลก? แล้วจะใช้มาตรฐานใดเพื่อความเข้าใจ ที่จะนำมาตัดสิน ไม่ว่า  
       จะเป็นมาตรฐาน ของสิ่งที่ถูก และสิ่งที่ผิด, ความดี หรือความชั่ว, ความสำเร็จ หรือความล้มเหลว?
  2.  ในลักษณะใดเราพบว่าชีวิต และพันธกิจของพระเยซู อธิบายถึงชีวิต และพันธกิจของท่านเยเรมีย์? มีส่วน
       ไหนของชีวิต การดำเนินพันธกิจ และรับใช้ของทั้งสองมีความละม้ายกัน?
      
                            ******************
                                             

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272