Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 >
.
Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน
.
บทที่  2
วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน
วันที่  2– 8  มกราคม 2016
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
ปฐมกาล 1:28 ; โรม 8:17 ; มัทธิว 6:26 ; ปฐมกาล 2:15-17 ; ปฐมกาล 3:1-7, 10-19.

ข้อควรจำ      “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกันทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของ
                    เขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้น
                    เท้าของเขาฟกช้ำ" (ปฐมกาล 3:15)           


ภายหลังการเนรมิตสร้างโลก พระเจ้าทรงประกาศว่า “ดีนัก” (ปฐมกาล 1:31)
แต่ปรากฏ
ชัดในเวลานี้ว่า ทุกสิ่งในโลก “ไม่ค่อยจะดีนัก” ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ผู้นำคนสำคัญ องค์กร หน่วยงาน และรัฐบาลหลายประเทศได้พยายามทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องมากขึ้น แต่โลกของเรากำลังเดินไปสู่ความรุนแรง มีมลภาวะมากขึ้น และมีการสงคราม ณ จุดใดจุดหนึ่งของโลกอยู่ตลอดเวลา ศตวรรษที่ยี่สิบเริ่มมีหน้าตามองไปทางบวก แต่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเป็นที่ชัดเจนว่าได้สูญเสียความตั้งใจไป พร้อมกับเหตุผลที่ดีด้วย
       เราเดินเข้ามาสู่สถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร? คำตอบพบได้ใน “สงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์และซาตาน” (The Great Controversy) สงครามนี้เริ่มในสวรรค์ และย้ายสนามรบมายังโลกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นของประวัติศาสตร์โลก
       สัปดาห์นี้เราจะมองดูว่า ซาตานสามารถเอาเปรียบต่อเสรีภาพของมนุษย์อย่างไร นี่คือช่องทางที่ซาตานได้เริ่มต้นความหายนะที่เรากำลังประสบอยู่แม้ในเวลานี้ “การล้มลงในความบาป” ของมนุษย์เตือนเราว่า วิธีเดียวที่มนุษย์จะปลอดภัยได้คือ การเราจะเชื่อฟังพระเจ้าตามที่พระองค์ได้ทรงบอกเราไว้

วันอาทิตย์   พระพรสามประการ  (ปฐมกาล 1:22, 28)

       เกี่ยวการเนรมิตสร้าง คำว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดีนัก” ปรากฏถึงเจ็ดครั้ง (1) หลังจากการเนรมิตสร้างแสงสว่าง(2) หลังการทรงแยกดิน และน้ำทะเล (3) หลังจากพืชให้เมล็ด ต้นไม้ออกผล (4) หลังการปรากฏของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว (5) หลังการทรงสร้างปลา และสัตว์น้ำ (6) หลังการเนรมิตสร้างสรรพสัตว์บก และสัตว์เลื้อยคลาน และ (7) “พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์สร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หก” (ปฐมกาล 1:31)
       หลังจากพระเจ้าทรงประกาศทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ว่า “ดีนัก” จากนั้นพระองค์ทรงก้าวไปอีกก้าวหนึ่งนั่นคือ “ทรงอวยพระพร” ให้สรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นทั้งสามประการ
       ประการแรก : พระองค์ทรงอวยพระพรสัตว์น้ำ จำพวกปลา และนกต่างๆ ให้พวกมันทวีพันธุ์มากขึ้น และจำพวกนกทวีพันธุ์บนแผ่นดินโลก  ประการที่สอง: หลังจากที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งเสร็จ ทรงสร้างอาดัม และเอวา “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน" (ปฐมกาล 1:28)

       อ่าน ปฐมกาล 1:22,28.  พระพรทั้งสองประเภทเริ่มในลักษณะเดียวกัน แต่ทรงเพิ่มพรพิเศษ (ประการที่
สาม) อะไรให้กับอาดัมและ เอวา?


       “พระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่สัตว์เหล่านั้นว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้น จนเต็มน้ำในทะเล และให้นกทวีมากขึ้นบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:22) และ “พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์* ตรัสแก่เขาว่า "จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:28) มนุษย์มีพระพรอย่างเดียวกับปลา และนกทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสนับสนุนให้ทวีพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้น แต่สิ่งที่แตกต่างคืออาดัม และ เอวามีความรับผิดชอบให้ดูแลแผ่นดินโลก และสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ตรงนี้ให้เรามองอย่างลุ่มลึกในความสำคัญของการที่เราถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า พระผู้สร้างทรงมอบหมายให้บิดา มารดาคู่แรกของเราเป็นผู้ปกครองร่วมกับพระองค์ เพื่อดูแลสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง (อ่าน พระธรรม โรม 8:17; ฮีบรู 1:2, 3)
       พระพรประการที่สามทรงประทานให้ในเรื่องการเนรมิต นอกเหนือจากให้อำนาจในการดูแลสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ มีความพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือ วันที่เจ็ด-วันสะบาโต (ปฐมกาล 2:3) นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า “มนุษย์มีอำนาจพิเศษเหนือสัตว์ทั้งปวง” กล่าวคือมนุษย์ถูกสร้างให้มีความชื่นชมในความสัมพันธ์กับพระผู้สร้าง ขณะสิ่งมีชีวิตอื่นๆไม่สามารถมีได้ ตรงนี้เราพบข้อพิสูจน์เข้มแข็งว่าพระเจ้าทรงประทานให้มนุษย์อยู่ตรงจุดสำคัญแห่งการทรงสร้าง พระเยซูทรงกล้าวถึงจุดสำคัญนี้ว่า “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลายผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ” (มัทธิว 6:26)  เป็นจริงทีเดียว พระเยซูทรงตรัสชัดเจนว่า มนุษย์มีความพิเศษที่สุดบนแผ่นดินโลก

       ในลักษณะใดที่เรื่องการทรงเนรมิตสร้างในพระคัมภีร์ให้เกียรติพิเศษแก่มนุษย์ ที่ทฤษฎีวิวัฒนาการไม่
สามารถให้ได้? จากทรรศนะของพระคัมภีร์ที่มองเห็นความสำคัญของมนุษย์ ถามตัวคุณเอง
: คุณปฏิบัติต่อ
ทุกคนตามที่พวกเขาควรจะได้รับการปฏิบัติหรือไม่?


วันจันทร์   การทดสอบที่ต้นไม้  (ปฐมกาล 2:15-17)
       พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งอย่างมีขั้นตอน และแยกส่วนจากกันชัดเจน อย่างเช่น แสงสว่าง และ ความมืด น้ำบนฟ้า และน้ำบนดิน แผ่นดิน และทะเล กลางคืน และกลางวัน ฝูงสัตว์ตามชนิดของมัน วันแต่ละวันแยกออกจากกัน หญิงแยกจากชาย ต้นไม้ต้นหนึ่งแยกจากต้นไม้ชนิดอื่นๆ

       อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 1:4 , 6, 7, 14, 18, 21, 24, 25 เหตุใดการแยกสิ่งต่างๆ ไว้ก่อนอย่างชัดเจนจึงมีความสำคัญ แม้ก่อนการทรงสร้างมนุษย์?

       พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ สัตว์ และนกจากพื้นดิน (ปฐมกาล 2:7,19) ทรงบันดาลให้เกิดต้นผลไม้นานาชนิด ซึ่งให้ผลรสชาติอร่อย ต้นพืช ต้นไม้ “งอกขึ้น” มาจากดิน (ปฐมกาล 2:8, 9) อนึ่งพระเจ้ายังเลือกพื้นที่พิเศษเพื่อสร้างเป็นสวนเอเดนขึ้น ตรงกลางสวนแห่งนี้ มีต้นไม้พิเศษอยู่สองต้นคือ “ต้นไม้แห่งชีวิต” และ “ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดี และความชั่ว” ผลไม้จากต้นไม้ต้นที่สองนี้เป็นผลไม้ต้องห้าม หากกินเข้าไปจะให้ผลร้ายแรงคือ “เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่” (ปฐมกาล 2:17)

       อ่านพระธรรม ปฐมกาล 2:15-17. แนวคิดเรื่องการต้องแยกจากกันตรงนี้ อธิบายถึงการทดสอบเรื่องการ
เชื่อฟังของพวกเขามีต่อพระเจ้าอย่างไร?


       “การแยกจากกัน” ชัดเจนมาก: จงรับประทานจากผลไม้ทุกต้น แต่ไม่ใช่จากต้นไม้ที่เราห้ามไว้ต้นนี้ กล่าวคือมันถูกแยกออกจากต้นไม้ต้นอื่นๆ พระดำรัสของพระเจ้า “ไม่คลุมเคลือ” สำหรับอาดัม และเอวาจะเข้าใจ อาดัม และเอวาถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นบุคคลแห่งศีลธรรม ความชอบธรรมไม่อาจทำงานหากปราศจากอิสระในการเลือก พระเจ้าทรงตั้งข้อทดสอบนี้เพื่อจะดูว่าอาดัม และเอวาจะทำอะไรกับเสรีภาพ อนึ่ง “ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดี และความชั่ว” ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำการทดสอบอาดัม และเอวาว่าพวกเขารัก และเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาหรือไม่ พระเจ้าทรงเห็นความเหมาะสมที่จะวางกฎไว้เพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางกฏเกณฑ์ทั้งปวงเพื่อให้พวกเขานำไปปฏิบัติในสวนเอเดน หากอาดัม เอวาไม่เชื่อฟังน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยการรับประทานจากต้นไม้แห่งความสำนึกดี และความชั่ว พวกเขาควรได้ตระหนักว่าเป็นความผิดบาปเหมือนกับการละเมิดบัญญัติของพระเจ้า” หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ”, หน้า 53

       มีสิ่งใดบ้างในชีวิตของคุณ ที่คุณจำเป็นจริงๆต้องแยกตัวคุณเองห่างออกมา?

 

วันอังคาร   การล้มลงในความบาป: ตอนที่ 1 (ปฐมกาล 3:1-5)              

       พระคัมภีร์พรรณนาว่า “ในบรรดาสัตว์ป่าที่พระเจ้าทรงสร้างนั้น งูฉลาดกว่าหมด” (ปฐมกาล 3:1) “งู” (งูเฒ่า, งูโบราณ, พญานาค) กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงอำนาจในประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ตลอดมา ท่านโมเสสยกงูทองเหลืองขึ้นบนยอดเสา เพื่อให้ประชาชนที่ถูกงู (แมวเซา) กัดมองดูที่งูทองเหลืองและรอดพ้นจากความตาย (กันดารวิถี 21:5-9) อย่างไรก็ดีงูทองเหลืองตัวเดียวกัน ในเวลาประมาณ 700 ปีต่อมาได้กลายเป็น “รูปเคารพ” เพื่อการกราบไหว้ ด้วยเหตุนี้กษัตริย์เฮเซคียาห์ จึงสั่งให้รื้องูทองเหลืองลงมาจากแท่น และให้ทำการตัดงูทองเหลืองออกเป็นท่อนๆ โยนทิ้งไป เพราะประชาชนอิสราเอลได้ชวนกันมาเผาเครื่องหอมแก่งูทองเหลืองนั้น (2 พงศ์กษัตรยิ 18:4) พระธรรมวิวรณ์ได้เรียกซาตานว่า “พญานาคใหญ่ ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่ามาร และซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลกก็ถูกผลักทิ้งลงไปในแผ่นดินโลก” (วิวรณ์ 12:9)

       อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 3:1-5. ซาตานวางแผนใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเอวา?
 

        ประโยคแรกที่งูพูดออกมาเป็นถ้อยคำด้านลบเพื่อสร้างให้เกิดความสงสัย ด้วยการพูดว่า “จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่าอย่ากินผลจากต้นไม้ใดๆในสวนนี้?” เมื่อเอวาทราบว่าไม่จริงจึงโต้แย้งแทนพระเจ้าว่า ต้นไม้ในสวนรับประทานได้ทั้งหมด ยกเว้นผลจากต้นไม้แห่งความสำนึกในความดี และความชั่วเพียงต้นเดียวที่พระเจ้าทรงตรัสห้ามไว้
       พระลักษณะอุปนิสัยของพระเจ้าได้ถูกตั้งเป็นคำถามตรงนี้ นี่เป็นการโจมตีพระองค์โดยตรง คำตอบของเอวาให้รายละเอียดที่พระเจ้าไม่ได้ให้ กล่าวคือส่วนที่พระเจ้าไม่บอกไว้ นางเอวาเพิ่มเข้าไปในคำตอบ
       ความสำเร็จของซาตานมาถึงจุดนี้ทำให้ซาตานกล้าหาญขึ้น ดังนั้นซาตานจึงกล่าวตรงกันข้ามกับพระดำรัสของพระเจ้า ซึ่งเป็นการท้าทายสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยตรงว่า “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก” (ปฐมกาล 3:4) ข้อเท็จจริงที่ซาตานซึ่ง“สิง” อยู่ในงูบนต้นไม้ ซาตานสัมผัสต้นไม้ และผลไม้แต่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้คำที่ซาตานพูดเชื่อถือได้ จากนั้นซาตานได้โยนความคิดสุดท้ายว่า “เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว" (ปฐมกาล 3:5) ตรงนี้ผู้ทำการล่อลวงแสดงให้เอวามองเห็นว่าพระเจ้าไม่เพียง “กล่าวโกหก” (ว่ากินแล้วจะตาย) และ ยังหวงแหนบางสิ่งพิเศษ “คือความเป็นเหมือนพระเจ้า” เอาไว้เฉพาะพระองค์แต่ผู้เดียว

       ซาตานนำเอา “ความจริง” มาผสมเข้า “กับความเท็จ” มีสิ่งใดในปัจจุบัน ที่ผู้คนนำเอาความจริง และความเท็จมาผสมเข้าด้วยกัน? เหตุใดนี่จึงมักเป็นการผสมที่เป็นอันตรายยิ่งเสมอ?
 
วันพุธ     การล้มลงในความบาป: ตอนที่ 2 (ปฐมกาล 3:4-7) 


       เมื่อพระเจ้าทรงตัดสินพระทัยสร้างอาดัม และเอวา พระองค์ทรงตรัสว่า พวกเขาจะถูกสร้างตามแบบพระฉายาของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:26) ซาตานได้ใช้ “เหยื่อ” กับเอวาว่า ถ้านาง และสามีรับประทานผลไม้ต้องห้าม พวกเขาจะ “เป็นเหมือนพระเจ้า” ความจริงมีว่า พวกเขาเป็นเหมือนพระเจ้าอยู่แล้ว เพราะพวกเขาได้ถูกสร้างขึ้นมาในพระฉายาของพระองค์ ความจริงที่น่าเศร้าใจคือ ในช่วงการหลอกลวงกำลังร้อนแรง เอวา และอาดัมได้ลืมความจริงข้อนี้ไปโดยสิ้นเชิง
       เพิ่มเติมจากนี้ พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานอาหารแก่พวกเขามาแต่เริ่มแรก แต่ส่วนหนึ่งของการคิดกบฏ (สงครามต่อต้านสิทธิอำนาจของพระเจ้า) รวมไปถึงการเลือกของอาดัม-เอวาจะรับประทานสิ่งที่อยู่ภายนอกข้อจำกัดของพระเจ้าเปรียบได้กับการถูกเชิญไปรับประทานอาหารในบ้านใครบางคน แทนที่จะรับประทานจากโต๊ะอาหารของพวกเขา คุณไปที่ห้องครัว หรือตู้เย็น และช่วยตัวคุณเองในอาหารที่คุณให้ความสนใจมากกว่า นั่นเท่ากับเป็นการดูหมิ่นเจ้าของบ้าน และเป็นการแสดงว่าคุณไม่ให้การนับถือความสัมพันธ์ของคุณกับพวกเขา

       อ่าน ปฐมกาล 3:4-7. ผู้ทำการทดลองได้สัญญากับเอวาว่า โดยการรับประทานผลไม้นั้น “ดวงตาของเจ้า
จะสว่างขึ้น” สิ่งที่อาดัม และเอวาได้มองเห็น “ในกำลังของสายตาใหม่” อะไรปรากฏชัดต่อพวกเขา?

 
       อำนาจจากความรู้สึกสัมผัสได้ควบคุมเอวาไว้ (ปฐมกาล 3:6) ต้นไม้ต้นนั้นสวยงาม หล่อนปลิดผลไม้มาแล้วกัดกินหล่อนจินตนาการว่าหล่อนได้ขึ้นสู่ระดับที่สูงส่งกว่าในชีวิต จากนั้นหล่อนแบ่งปันประสบการณ์นั้นกับอาดัม ซึ่งถูกต้องดวงตาของเขาทั้งสองก็สว่างขึ้น (ปฐมกาล 3:7) แต่พวกเขารู้สึกอับอายเมื่อรู้ว่าพวกตนเปลือยกายอยู่
       ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาคือ อาดัม และเอวา หันหน้าหนีจากพระเจ้าผู้ทรงประทานสิ่งดีทั้งปวงให้พวกเขาโดยพวกเขาได้หันไปเลือก “คำตอบที่มนุษย์ทำขึ้นเพื่อสนองต่อความต้องการของมนุษย์” (ในประเด็นความอยากอาหาร) พระเจ้าได้ทรงสัญญาจะประทานอาหารให้กับอาดัม และเอวา พระองค์ประทาน “เมนู” อาหารให้พวกเขาเลือกหลากหลายนอกเหนือจากผลไม้ต้องห้าม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาขาดความไว้วางใจในพระองค์

       “ผลไม้ต้องห้าม” ประเภทไหน (ซึ่งปรากฏเป็นสิ่งยั่วยวน และน่าโปรดปราน ซึ่งเต็มไปด้วยคำสัญญาจะ
ให้สิ่งดีเลิศ) ที่พร้อมจะสนองต่อเราในปัจจุบัน? เราสามารถเรียนรู้ที่จะไม่ทำความผิดพลาดประเภทเดียวกัน(เหมือนกับอาดัม-เอวา) เมื่อเราถูกทดลองได้อย่างไร?

วันพฤหัสบดี  
 ผลลัพธ์  (ปฐมกาล  3:10-19)

       เราอาจต้องรอจนถึงเวลาเราเริ่มต้นชีวิตชั่วนิรันดร์ ก่อนที่เราจะเข้าใจได้เต็มๆว่า เหตุการณ์ที่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดี และความชั่วได้สร้างความเสียหายให้การเนรมิตสร้างของพระเจ้าในวงกว้างปานใด สิ่งทั้งมวลที่พระเจ้าได้ทรงทำในช่วงสัปดาห์แห่งการทรงสร้างได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ความสัมพันธ์ที่พระเจ้าได้ทรงสถาปนาขึ้นได้แตกหัก นี่รวมไปถึงความสัมพันธ์ (1) ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า (พวกเขาซ่อนตัวจากพระองค์) (2) ระหว่างซึ่งกันและกัน (อาดัมโยนความผิดให้เอวาสำหรับความทุกข์ยากเดือดร้อน) และ (3) ระหว่างมนุษย์ และแผ่นดิน (งูกลายเป็นศัตรู พื้นดินงอกต้นไม้มีหนาม การทำมาหากินต้องทำงานหนักขึ้น จนเหงื่อไหลตัว)

       อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 3:10-19. สิ่งที่อาดัม และเอวาได้กล่าวแก้ตัวแสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้รับความ
เสื่อมโทรมไปแล้วมากเพียงใด?


       สังเกตว่าพระเจ้าทรงจัดการกับคำแก้ตัวของพวกเขาอย่างไร ก่อนที่พระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอด อาดัมและเอวาจะต้องยอมรับ ความรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป ดังนั้นพระเจ้าทรงอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างละเอียดถึงผลลัพธ์จากการกระทำของพวกเขา ประการแรก งูถูกแช่งสาป และจะต้องกินผงคลีดิน งูจะเป็นที่เกลียดชังของผู้หญิงและพงศ์พันธุ์ของหญิง และหัวของมันจะต้องถูกตีจนแหลก (ปฐมกาล 3:14, 15)
       จากนั้นพระเจ้าทรงหันมายังเอวา หล่อนจะต้องได้รับความทุกลำบากมากมายเมื่อตั้งครรภ์ และคลอดบุตร (ปฐมกาล 3:16) ในเวลาเดียวกัน อาดัมจะทำงานหนักเหงื่อไหลไคลย้อยสำหรับอาหาร แทนที่จะมีชีวิตอย่างอย่างกับราชา (ปฐมกาล3:17-19)
       ต้องมีเส้นทางอีกสายหนึ่งจะให้ความมั่นใจเรื่องอนาคตของมนุษยชาติ ดังนั้นพระเจ้าทรงสถาปนาการถวายบูชาสัตว์ขึ้น เพื่อให้สัตวบูชานั้นชี้ไปยังพระผู้ช่วยให้รอด (ปฐมกาล 3:21) ซาตานใช้สัตว์ที่พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อแนะนำมนุษย์เข้าสู่ความบาป การสูญเสีย และหักความสัมพันธ์ ดังนั้นพระเจ้าทรงใช้สัตว์พระองค์ได้สร้างขึ้น นั่นคือลูกแกะเพื่อให้ชี้ไปยังพระผู้ช่วยให้รอด ผู้จะนำความรอดมาให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ (อ่าน ปฐมกาล 3:15) นับแต่ได้ทำบาป แทนที่อาดัม และเอวาจะอยู่ในฐานะผู้ปกครองโลก แต่พวกเขาต้องอยู่ในผู้อาศัยบนแผ่นดินโลก และต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกัน “ท่ามกลางสรรพสัตว์ในโลก อาดัมได้ยืนอยู่ดุจราชา ตราบใดที่อาดัมจงรักภักดีต่อพระเจ้า ธรรมชาติทั้งมวลยอมรับการปกครองของเขา แต่เมื่ออาดัมล้มลงในความบาป ตำแหน่งอันทรงเกียรติ์ได้ถูกริบไปจากเขา” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไวท์. ใน “การศึกษา”  หน้า 26

       ทันทีทันใดหลังการล้มลงในความบาป เราได้รับความหวังแห่งความรอด อ่านพระธรรมปฐมกาล 3:15. คุณจะทำให้ความหวังนั้นเป็นของคุณเองได้อย่างไร? คุณสามารถเรียนรู้ความชื่นชมยินดีในความรอดได้อย่างไรซึ่งพระเจ้าทรงเสนอให้กับคุณ โดยไม่ถือว่าชีวิตในอดีตของคุณเป็นฉันใด?
 
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
       นับจากเวลาแห่งสวนเอเดนมาถึงปัจจุบันก็แสนนาน เมื่อโลกนี้ และสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้น กระนั้นก็ยังมีหลายสิ่งยังพูดกับจิตใจของเราเกี่ยวกับคุณความดีของพระผู้สร้าง ให้เรามองไปรอบๆ: เราไม่เพียงรู้สึกอัศจรรย์ใจในเพียงความงาม แต่จากการออกแบบที่พิสดารด้วย สรรพสิ่งอันดีงามเหล่านี้พูดถึงความรักแห่งพระผู้สร้างของเรา ยกตัวอย่างแอปเปิล ส้ม สตรอเบอร์รี อะวาเคโด มะเขือเทศ แครอท กล้วย สับปะรด มะละกอ (ทุเรียน ลำใย น้อยหน่า ลิ้นจี่ มังคุด แตงโม และผลไม้อื่นๆ อีกมากมาย) นอกจากนี้เรามีพวกธัญพืช ผักต่างๆ อีกนับไม่ถ้วนสำหรับเป็นอาหารของมนุษย์ แต่ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนบนแผ่นดินโลกสามารถเข้าถึงอาหารอันมีคุณค่าต่อสุขภาพ และมีรสชาติอร่อยเหล่านี้ บางพื้นที่อุดมสมบูรณ์ บางพื้นที่ของโลกแห้งแล้งกันดารอยู่เกือบทุกปี บ้างก็ประสบกันน้ำท่วม แผ่นดินไหว ลมพายุรุนแรง ประสบกับความขัดแย้ง
ในหลายประเทศ ผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ ความแตกแยกในอุดมการณ์ทางการเมือง จึงทำให้มีการสู้รบกัน บางพื้นที่ของโลกผู้คนยังหิวโหยอดอยาก ขณะบางพื้นที่มีอาหารเหลือเฟือ แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ใดบนแผ่นดินโลกนี้ ผู้คนทั้งมวลต่างได้รับผลกระทบจากความบาป...แต่ขอให้เราทั้งหลายมองไปยังความรักอันทรงพลังของพระเจ้า เราจะต้องระลึกไว้เสมอว่า: ความหวังของเราไม่ได้อยู่ในการทรงสร้างเท่านั้น แต่อยู่กับองค์พระผู้สร้าง คือองค์พระผู้เป็นเจ้า!
 
คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  ในฐานะมนุษย์ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาตั้งพระทัยไม่ให้พบกับความตาย แต่ความบาปทำให้ความ
       ตายอุบัติขึ้น กระนั้นสำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า ความตายเป็นเพียง “การแยกจากกันอันไม่น่าอภิรมย์” เป็น
       บางสิ่งที่เราไม่ควรจะรู้จัก หรือมีประสบการณ์ ดังนั้นเป็นธรรมชาติของเราที่จะรู้สึกเกลียดชังความตาย
       ไม่สงสัยแลย ความตายเป็นสิ่งที่เราได้รับมาจากเอเดน คิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพระสัญญาเรื่องชีวิต
       ชั่วนิรันดร์ ที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราในพระคัมภีร์ สิ่งนี้สามารถช่วยเราให้เผชิญกับความคิดอัน
       น่ากลัวเกี่ยวกับความตายเดี๋ยวนี้อย่างไร?

  2.  ส่วนไหนของโลกที่พระเจ้าทรงสร้างไว้พูดกับคุณได้อย่างทรงพลัง ว่าพระเจ้าทรงมีจริง และความรักของพระองค์ที่มีต่อเราทั้งหลายก็จริงเช่นกัน?
     

 3.   อ่าน พระธรรม ปฐมกาล บทที่ 3 เกี่ยวกับ อาดัม และ เอวา ที่ต่างก็กล่าวแก้ตัวสำหรับความบาปของพวก
       เขา เหตุใดสิ่งนี้จึงง่ายที่จะทำ? มีวิธีใดบ้างที่เราพยายามจะทำอย่างเดียวกัน? บ่อยครั้งเพียงใดเราปรักปรำ พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม บุคคลอื่นเป็นสาเหตุให้เราทำผิด? เราจะหลุดพ้นจาก “อันตรายของจิตใจที่จัดข้อมูลเรื่องนี้ไว้แล้ว” ได้อย่างไร และยอมรับ ความรับผิดชอบสำหรับการกระทำของเรา?
               
               ********************
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272