Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 >
.
lesson 4
.
บทที่  4
การเป็นปรปักษ์ และวิกฤติการณ์
วันที่  16 – 22  มกราคม 2016
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
ผู้วินิจฉัย บทที่ 4 ; ผู้วินิจฉัย บทที่ 6 ; ผู้วินิจฉัย บทที่ 14 ; ฮีบรู 11:32 ; 1 ซามูเอล 2:12-25 ; 1 ซามูเอล 8:1-7.

ข้อควรจำ      “นางฮันนาห์ได้อธิษฐานและกล่าวว่า "จิตใจของข้าพเจ้าชื่นชมใน
                 พระเจ้า ในพระเจ้ากำลังของข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง ปากของข้าพเจ้าก็อ้า
                 กว้างเข้าใส่ศัตรูของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าเปรมปรีดิ์ในความรอด
                 ของพระองค์" (1 ซามูเอล 2:1)      


ช่วงเวลาของผู้วินิจฉัยเป็นเวลาแห่งความยุ่งเหยิง มีความทุกข์ยาก และความลำบากในประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์
ประชากรของพระเจ้าได้ทำสิ่งชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้น พระเจ้า “ได้ขาย” พวกเขาไว้ในมือของผู้กดขี่ข่มเหง แล้วต่อมาประชากรของพระเจ้าร้องโอดครวญขอพระเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า และพระเจ้าทรงแต่งตั้ง “ผู้ไถ่ให้รอด” ขึ้นเพื่อมานำสันติสุขมาสู่แผ่นดิน จนกว่าวงจรแห่งแห่งความเศร้าอย่างเดิมจะเวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง
       นาง “เดโบราห์” เป็นผู้นำ หรือที่เรียกว่า “ผู้วินิจฉัยคนหนึ่งของอิสราเอล” และสตรีอีกนางหนึ่งคือ “ยาเอล” เป็นวีรสตรี ขณะชายฉกรรจ์ชาวอิสราเอลทั้งหลาย ยังมีความอ่อนแอในความเชื่อ และต้องการกำลังใจ และการหนุนใจจากสตรีทั้งสอง...ต่อมาเป็นเรื่องของผู้วินิจฉัยอีกคนชื่อ “กิเดโอน” ในช่วงเวลาประชากรของพระเจ้ากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เกือบตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง พระเจ้าทรงเรียกชายคนหนึ่งจากครอบครัวขนาดเล็ก และตระกูลที่ไม่มีจุดเด่นอะไรท่ามกลางประชากรอิสราเอล ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำในการปลดแอกจากสถานการณ์คับขัน..ในตำแหน่งผู้วินิจฉัยของพระเจ้า
       ผู้เผยพระวจนะอีกคนชื่อ “แซมสัน” เป็นหนึ่งของผู้วินิจฉัยไม่กี่คนสุดท้าย ก่อนสมัยของแซมสันประเทศอิสราเอลตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิง และสิ้นหวัง ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ประชาชนไม่ได้อยู่ใต้บังคับของกฏหมาย แซมสันเป็นวีรบุรุษที่ไม่ค่อยเต็มใจ เขามีความสนใจติดตามหญิงงามชาวต่างชาติมากกว่าติดตามพระเจ้า ในเวลาเดียวเพื่อนร่วมชาติของแซมสันก็ไม่ได้ทำตัวดีไปกว่า พวกเขาสนใจนมัสการรูปเคารพมากการกว่าการนมัสการ และรับใช้พระผู้เป็นเจ้า
       ท่านผู้เผยพระวจนะ และมหาปุโรหิตซามูเอลเป็นผู้นำความหวังมาสู่ชาติอิสราเอล ภายใต้การปกครองของผู้เผยพระวจนะซามูเอล ซึ่งทำหน้าที่ผู้วินิจฉัยด้วยในเวลาเดียวกัน มีการวางโครงสร้างการปกครองไว้อย่างรัดกุม ต่อมาประชากรอิสราเอลร้องขอพระเจ้าผ่านท่านซามูเอลให้มีกษัตริย์ปกครองเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งท่านซามูเอลนำทูลเกล้าขออนุญาตจากพระเจ้า และท่านซามูเอลได้รับสิทธิให้เลือกซาอูลเป็นกษัตริย์อิสราเอลคนแรก แต่เมื่อซามูลไม่เชื่อฟังพระดำรัสของพระเจ้า ท่านซามูเอลได้แต่งตั้งดาวิดแทน ภารกิจสุดท้ายของท่านซามูเอลคือ การแต่งตั้งดาวิดสู่บัลลังก์ ซึ่งอีกหลายปีกว่าที่ดาวิดจะได้ขึ้นบัลลังก์ต่อจากกษั้ตริย์ซาอูล

วันอาทิตย์   เดโบราห์  (ผู้วินิจฉัย บทที่ 4)

       เรื่องของนางเดโบราห์เพิ่มความน่าสนใจเข้ากับรายละเอียด ในหัวข้อ “การสงครามต่อสู้ยิ่งใหญ่ฯ (ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน) ตรงนี้เรามองเห็นเหล่าประชากรของพระเจ้าประสบกับความทุกข์ยากลำบากจากชาติศัตรู จนแทบจะกล่าวได้ว่า พวกเขาตกอยู่ในภาวะเกือบสิ้นหวัง สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในวาระที่สุดปลาย พระธรรมวิวรณ์บทที่ 12 ได้กล่าวพยากรณ์ไว้ เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งในการต่อสู้ระหว่างมังกรเจ็ดหัว และทารกที่เกิดใหม่ (อ่านหัวข้อศึกษาวันอังคาร ของบทที่ 1)
       บุคคลสำคัญในเรื่องนี้รวมไปถึง “ยาบิล” กษัตริย์คานาอัน ส่งแม่ทัพคือ “สิเสรา” ยกทัพใหญ่พร้อมกับรถรบเหล็กหลายร้อยคันมาโจมตีอิสราเอล แต่พระเจ้าทำให้รถรบติดหล่ม กองทัพของเขาพ่ายแพ้อย่างหมดรูป สิเสราวิ่งหนีไปซ่อนตัว และในที่สุดถูกฆ่าตายโดยสตรีเจ้าของเต้นท์ นอกจากนี้เป็นเรื่องของเดเบราห์ผู้เผยพระวจนะหญิงขณะเดียวกันเป็นผู้วินิจฉัยของชนอิสราเอลด้วย เดโบราห์มีสิทธิอำนาจ และมีอิทธิพลเหนือเหนือธรรมดาสำหรับสตรีในเวลานั้น

       อ่าน พระธรรม ผู้วินิจฉัย บทที่ 4 ในทางใดบ้างเราพบหัวข้อ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ฯ” อธิบายให้เห็นตรงนี้? ในตอนสิ้นสุด ใครเป็นเป็นผู้นำชัยชนะมาสู่อิสราเอล แม้ว่าประชาชนยังไม่มีคุณค่าพอ?

       เรื่องของวีรสตรีชื่อ ยาเบล ซึ่งเป็นภรรยาของเฮเบอร์ ผู้เป็นชาวเคไนต์ชาวต่างขาติไม่รู้สึกหวาดกลัวที่จะอยู่ข้างเดียวกับประชากรของพระเจ้า หล่อนมีบทบาทสำคัญในการมีชัยชนะเหนือกองทัพศัตรูของพระเจ้า โดยตัดสินจากการกระทำของนางตามมาตรฐานปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะไม่ใช้การกระทำของนางเป็นข้อแก้ตัวเรื่องกล่าวโกหก หรือทำสิ่งรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายของเรา ไม่ว่าเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นสิ่งยอดเยี่ยมเพียงใด                                                       
      นางเดโบราห์กล่าวสัญญากับ “บาราค” ผู้ที่พระเจ้าทรงใช้ให้เกณฑ์นักรบจากเผ่านัฟทาลี และเผ่าเศบูลุนหนึ่งหมื่นคนให้ไปสู้รบกับสิเสรา แม่ทัพของยาบินกษัตริย์ของชาวคานาอัน บางเดโบราห์บอกกับบาราคว่า พระเจ้าจะบันดาลให้กองทัพของชาวอิสราเอลมีชัยชนะ ในพระธรรม ผู้วินิจฉัย 4:7 มีถ้อยคำว่า “เราจะมอบเขา (สิเสรา) ไว้ในมือของเจ้า” ที่แม่น้ำคีโซน (เหมือนปลามาติดอวน) ณ สมรภูมินั้นคือที่พระเจ้าจะมอบศัตรูไว้ในมือของบาราค บทเพลงขอบพระคุณของนางเดโบราห์ (ผู้วินิจฉัยบทที่ 5) บอกเราในรายละเอียด รถรบเหล็ก 900 คันได้ติดกับอยู่ทางแคบใกล้แม่น้ำคีโซนเพราะพระเจ้าบันดาลให้ฝนตกหนัก ท้องฟ้า และก้อนเมฆเทฝนลงมาอย่างหนักหน่วง “ท้องฟ้าก็ปล่อยลงมากเออ เมฆก็ปล่อยฝนลงมา ภูเขาก็ไหวสะท้านต่อพระพักตร์พระเจ้า” (ผู้วินิจฉัย 5:4,5) “แม่น้ำคีโซนพัดกวาดเขาไปเสียคือแม่น้ำคีโซน แม่น้ำโบราณนั้น” (ผู้วินิจฉัย 5:21) แม่น้ำสายนั้นไหลหลากเพราะฝนตกหนักได้พัดทำลายกองทัพของศัตรู ขณะที่กองทหารของอิสราเอลตั้งบนที่สูงปลอดภัย

       แม่ทัพบาราคของชนอิสราเอล และทหารของเขาเชื่อวางใจในนางเดโบราห์ (ผู้วินิจฉัย) ในแง่หนึ่ง ถือ
เป็นเรื่องดี แต่เราจะต้องระมัดระวังเสมอที่จะไว้วางใจในในคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะ?


วันจันทร์   กิเดโอน  (ผู้วินิจ 6:1)

       อ่าน พระธรรม ผู้วินิจฉัย 6:1 “และคนอิสราเอลก็ได้กระทำชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า และพระเจ้า
ทรงมอบเขาไว้ในมือของคนมีเดียนเจ็ดปี”
มีอะไรเกิดขึ้นบ้างตรงนี้? อ่าน พระธรรม ผู้วินิจฉัย 6:10 ด้วย

      
หลังจากสมัยนางเดโบราห์ แผ่นดินอิสราเอลชื่นชมในสันติสุขเป็นเวลา 40 ปี แต่ในไม่ช้าชนอิสราเอลก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้บุกรุกอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้ผู้กดขี่พวกเขาเป็น “ชาวมีเดียน” ชาวมีเดียนได้เข้าเป็นพันธมิตกับอีกสองชาติ แล้วยกกำลังมาทำลายธัญพืชของอิสราเอล ขณะเดียวกันได้กวาดเอาปศุสัตร์ไปเป็นของพวกเขาด้วย (ผู้วินิจฉัย 6:3-5) อิสราเอลกลายเป็นชนชาติยากไร้ อดอยาก พวกเขาได้ร้องทุกข์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า (ผู้วินิจฉัย 6:6,7) พวกเขาตระหนักว่า “พระ”เทียมเท็จที่พวกเขากราบไหว้ไม่อาจช่วยอะไรพวกเขาได้

       อ่าน พระธรรม ผู้วินิจฉัย 6:12-16 ทูตสวรรค์จากพระเจ้าได้มาปรากฏแก่กิเดโอน และพูดกับเขาอย่างไร? และ กิเดโอน มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร? กิเดโอนทราบหรือไม่ว่า เหตุใดชนอิสราเอลต้องเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัสเช่นเวลานั้น? ทำไมจึงทราบ หรือ เหตุใดจึงไม่ทราบ? อ่าน วินิจฉัย 6:7-10.

       ชนอิสราเอลไม่ได้รับบทเรียน ทุกครั้งเมื่อพวกเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า และหันหลังให้พระองค์ เมื่อชนอิสราเอลไม่มีพระเจ้าคุ้มครอง พวกเขาก็ถูกข้าศึกยกมากดขี่ข่มเหง แต่เมื่อพวกเขาตกอยู่ในความลำบาก และพวกเขาร้องทุกข์ขอพระเมตตา พระเจ้าทรงส่งคนมาช่วยเหลือ ในครั้งนี้พระเจ้าทรงทำการผ่านท่านกิเดโอน เมื่อทูตของพระเจ้ามาปรากฏแก่ท่านกิเดโอนและเรียกท่านว่า “บุรุษผู้กล้าหาญเอ๋ย พระเจ้าสถิตอยู่กับเจ้า” (ผู้วินิจฉัย 6:12) แต่กิเดโอนมองดูตัวท่านเองแล้วบอกว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะช่วยอิสราเอลได้อย่างไร ดูเถิด ตระกูลบิดาของข้าพระองค์ต่ำต้อยที่สุดในเผ่ามนัสเสห์ และตัวข้าพระองค์ก็เป็นคนเล็กน้อยที่สุดในครอบครัวของข้าพระองค์” (ผู้วินิจฉัย 6:15) ไม่ต้องสงสัยเลย พละกำลังสำคัญของกิเดโอน คือความรู้สึกตัวว่าท่านไม่ใช่คนสำคัญ และอ่อนแอ
        ให้สังเกตด้วยว่า ว่าท่านกิเดโอนได้ขออะไรจากพระเจ้า ใน ผู้วินิจแย 6:36-40. ท่านทราบในความอ่อนแอของตนเอง ท่านได้ขอพระเจ้าทรงสำแดง “เครื่องหมาย” ให้ปรากฏว่า พระองค์สถิตอยู่ด้วย ตรงนี้เรามองเห็นชายคนหนึ่งที่พึ่งวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า เราสามารถอ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ใน ผู้วินิจฉัย บทที่ 7 เกี่ยวกับความสำเร็จน่าอัศจรรย์เหนือผู้รุกราน ท่านกิเดโอนได้ทำลายกองกำลังของผู้บุกรุก และช่วยปลดปล่อยประชากรอิสราเอลได้

       เหตุใดพระเจ้าทรงใช้คนบาป คนอ่อนแอ ในงานการช่วยประชากรอิสราเอลให้รอดในครั้งนี้? พระองค์ไม่สามารถเรียกใช้กองกำลัง “มากกว่าสิบสองกอง” ได้หรือ? (มัทธิว 26:53)  ที่จะทำการเพื่อชนอิสราเอลในสิ่งที่ต้องทำในเวลานั้น?  เราในฐานะเป็นมนุษย์คนบาปมีส่วนอะไรสองประการใน “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยว” และ “การเผยแผ่พระกิตติคุณ”?
 

วันอังคาร   แซมสัน  (ผู้วินิจฉัย 14:1-4)      

       สมรภูมิการต่อสู้ระหว่าง “ความดี” และ “ความชั่ว” เป็นสิ่ง “เบลอร์” ในเรื่องราวชีวิตของแซมสัน ชีวิตของแซมสันมีจุดเริ่มต้นที่เข้มแข็ง ด้วยการประกาศของทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ว่าแซมสันจะต้องเป็น “พวกนาศีร์” (คือผู้ได้บนตัวไว้กับพระเจ้า) ทูตสวรรค์สอนบิดามารดาของแซมสัน เริ่มแต่ตอนตั้งครรภ์แซมสัน อย่าให้มารดาดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และอย่ารับประทานอาหารต้องห้าม (ผู้วินิจฉัย13:4,13,14; อ่าน เลวีนิติ บทที่11 ด้วย) พระเจ้าทรงมีแผนการพิเศษสำหรับชีวิตของแซมสัน แต่น่าเศร้าใจจริง สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปด้วยดีเหมือนที่ควรจะเป็น 
      “เมื่อแซมสันเข้าสู่วัยหนุ่มเป็นเวลาเขาต้องดำเนินพันธกิจสำหรับพระเจ้า เวลานี้เองแซมสันควรซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าแต่เขาชิดชอบกับพวกศัตรูของอิสราเอล แซมสันไม่เคยถามว่าเขาจะสามารถถวายพระสิริแด่พระเจ้าได้ดีกว่าอย่างไรหรือว่าเขาควรวางตัวเองในตำแหน่งที่เขาจะทำให้พระประสงค์พระเจ้าสำเร็จในชีวิตของเขาได้อย่างไร สำหรับทุกคนที่แสวงหาโอกาสจะถวายเกียรติ์แด่พระเจ้าก่อนสิ่งใด พระเจ้าทรงสัญญาจะประทานสติปัญญาแก่เขา แต่ไม่มีพระสัญญาสำหรับผู้ที่แสวงหาความเพลิดเพลินสำหรับพวกเขาเอง” จากหนังสือ ของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน “บรรพชน และผู้เผยพระวจนะ” หน้า 563

       อ่าน พระธรรม ผู้วินิจฉัย 14:1-4. เป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าทรงใช้จุดอ่อนของแซมสันในเรื่องสตรี เพื่อดำเนินแผนของพระองค์ต่อต้านชาวฟีลิสเตีย? (ผู้วินิจฉัย 14:4)       

       แซมสันเคลื่อนไหวต่อต้านชาวฟีลิสเตียในหลายวิธี แต่ละครั้งมาจากความโกรธที่เกิดจากการถูกดูหมิ่นดูแคลนส่วนตัวเขาเอง ครั้งแรก เขาฆ่าชาย 30 คน เพื่อยึดเอาเสื้อผ้าของพวกเขาไปจ่ายเป็นค่ารางวัลให้กับผู้ตอบปริศนาของเขาในงานสมรสของเขาได้ (ผู้วินิจฉัย 14:19) ต่อมาเขาทำการเผาทุ่งข้าวสาสีเมื่อพ่อตายกภรรยาของเขาให้กับเพื่อนเจ้าบ่าวของเขาเอง (ผู้วินิจฉัย 14:20 ; ผู้วินิจฉัย 15:1-5) จากนั้นเมื่อชาวฟีลิสเตียพยายามจะแก้แค้นแซมสันสำหรับการกระทำของเขา (ผู้วินิจฉัย 15:9, 10) ในการต่อสู้แซมสันได้ฆ่าชาวฟีลิสเตีย 1,000 คน ด้วยกระดูกขาตะไกรลาสด (ผู้วินิจฉัย 15:14,15) และในที่สุด แซมสันฆ่าคน 3,000 คนด้วยการผลักต้นเสาหลักสองต้นให้หัก ซึ่งทำตึกทั้งหลังพังถล่มลงมาทับชาวฟีลิสเตียให้ล้มตาย (ผู้วินิจฉัย 16:21, 28,30)     

       พูดเกี่ยวกับจุดบกพร่องของวีรบุรุษ มีจุดเด่นน้อยมากในชีวิตของแซมสัน ที่เราอาจนำเอาไปใช้ปฏิบัติ
ตามได้ แต่เขาได้รับเกียรติ์ ใน ฮีบรู 11:32 เป็นที่ชัดเจนว่า มีอะไรในเรื่องของแซมสันมากกว่าที่เราเข้าใจ
ในตอนแรก คิดเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าสามารถทำได้กับแซมสันมากกว่าที่เป็นไป มีอะไรเกี่ยวกับตัวเราเอง?
เราสามารถทำอะไรได้มากขึ้น ถ้าเราได้ดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระเจ้า?

วันพุธ     นางรูธ  (นางรูธ 1:8,16,17)           


       ไม่เป็นที่ประหลาดใจประชากรชาวยูดาห์ต้องพบกับความแห้งแล้งติดต่อกันจนเกิดการกันดารอาหาร ในช่วงการปกครองของพระเจ้าผ่านผู้เผยพระวจนะ (นางรูธ 1:1; เฉลยธรรมบัญญัติ 28:48 ; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:24 ; อ่าน ผู้วินิจฉัย17:6 ; ผู้วินิจฉัย 21:25 ด้วย) นี่เป็นเครื่องแสดงว่าประชากรแห่งพันธสัญญาได้หลงลืมพระเจ้า ได้ทำบาป และคิดกบฏต่อพระองค์ ซึ่งได้ทำแผ่นดินอุดมกลายเป็นที่แห้งแล้งกันดาร มีฝุ่นเต็ม แต่ในพระธรรมนางรูธ ข้อพระคัมภีร์บันทึกว่า “พระเจ้าทรงเสด็จมา “เยี่ยม” แผ่นดิน ทรงประทานให้ความมีชีวิตกลับมา “ทำให้พวกเขามีขนมปัง” อีกครั้งหนึ่ง (นางรูธ 1:6)

       อ่าน พระธรรม นางรูธ 1:8, 16, 17. การที่นางรูธต้องการติดตามนางนาโอมี (มารดาของสามีผู้ล่วงลับ
ไปแล้ว) เดินทางกลับแผ่นดินยูดาห์ มีความสำคัญต่อเราอย่างไร?


       นางรูธมาจากชนชาติที่เป็นศัตรู หลายครั้งที่ชาวโมอาบต้องการทำลายชนอิสราเอล แต่นางรูธเลือกจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชากรของพระเจ้า และนมัสการพระเจ้าของพวกเขา เพิ่มจากนั้นนางรูธได้รับความกรุณาจากผู้คนในแผ่นดินที่เป็นบ้านแห่งใหม่ของนาง ไม่เพียงนางรูธได้รับความกรุณาจากโบอาส (นางรูธ 2:10) แต่นางรูธได้สัมผัสสายตาที่เป็นมิตรกับผู้คนที่รู้จักนางด้วย (นางรูธ 2:11) ส่วนโบอาสเองมีความเชื่อมั่นว่านางรูธเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้า (นางรูธ 2:12) โบอาสตัดสินใจแสดงความนิยมชมชอบต่อนางรูธ และได้แต่งงานกับนาง (นางรูธ 3:10,11)
       แต่มีญาติคนหนึ่ง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเอลีเมเลค (สามีของนางนาโอมี) มากกว่าโบอาส ซึ่งได้สิทธิ์แต่งงานกับนางรูธ แต่ญาติคนนั้นไม่สนใจ เพราะการแต่งงานกับนางรูธจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น (นางรูธ 4:6) ในกรณีนี้กลุ่มที่เป็นพยานได้อวยพรให้กับนางรูธ ได้แต่งงานกับโบอาส การแต่งงานของรูธ และโบอาส ในหลายสิบปีต่อมา ได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่านางรูธเป็นสตรีที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ชาติอิสราเอล (นางรูธ 4:11,12) ความคิดเห็นนี้ได้สำเร็จสมจริง เมื่อนางรูธได้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพระเมสสิยาห์ (นางรูธ 4:13,17; มัทธิว 1:5,6)
       พูดเกี่ยวกับ เรื่องการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป! น่าเศร้ามีไม่มากนักในพระคัมภีร์ และแน่นอน ในชีวิตจริงของผู้เชื่อพระเจ้าในปัจจุบันมีไม่มากเช่นกัน แต่เราสามารถเข้าใจได้ว่า ในแผนการสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าในที่สุดจะประสบความสำเร็จ และนี่เป็นข่าวดีสำหรับคนทั้งปวงผู้ซึ่งรัก และไว้วางใจในพระองค์

วันพฤหัสบดี   ซามูเอล  (1 ซามูเอล 2:12-25)

       อ่าน พระธรรม 1 ซามูเอล 2:12-25. ความดีแท้จริง ต่อต้าน ความชั่วร้าย แสดงให้เห็นในข้อพระคัมภีร์น่าเศร้าเหล่านี้อย่างไร?

       “ปุโรหิตเอลีได้รับเลือกให้เป็นปุโรหิตในหน้าที่ เป็นผู้ประกอบพิธีในพลับพลาอยู่ที่เมืองชิโลห์ แต่ที่น่าเศร้าใจคือท่านเอลีไม่สามารถปกครองบ้านเรือนของท่านได้ ในฐานะเป็นบิดาของบุตรชายสองคน ซึ่งเวลาดังกล่าวได้กลายเป็นหนุ่มแล้ว การที่ท่านเอลีรักความสงบ และขี้สงสาร ท่านไม่ได้ใช้อำนาจในการอบรมสั่งสอนบุตรชายทั้งสอง ไม่กล้าว่ากล่าวจริงจัง หรือลงโทษเมื่อพวกเขาทำผิด ความใจอ่อนที่ท่านเอลีไม่กล้าเฆี่ยนตีลูกชายทั้งสองเมื่อเขาทำผิด อนึ่งการที่ไม่อบรมสั่งสอนตั้งแต่เป็นเด็ก เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นจึงเป็นการสายเกินไป ท่านเอลีจำใจปล่อยเลยตามเลย บุตรชายทั้งสองจึงทำตามใจตนเองทุกอย่าง” จาก หนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ”  หน้า 575      
       ที่ไม่เหมือนลูกๆ ของท่านเอลี คือเด็กชายซามูเอลบุตรชายของเอลคานาห์ และ นางฮันนาห์ ซึ่งนางฮันนาห์ได้นำมาถวายแด่พระเจ้า ตั้งแต่ซามูเอลหย่านม เราจินตนาการเด็กชายซามูเอลแต่งตัวปุโรหิต (1 ซามูเอล 2:18,19) เหมือนกับพระเยซู ที่ “จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา และด้านร่างกาย” ซามูเอลเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า และของประชาชนมากขึ้นตามลำดับ (1 ซามูเอล 2:26 ; ลูกา 2:52) ซามูเอลหนุ่มนี่เอง ในที่สุดกลายเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพล และสัตย์ซื่อของชาวอิสราเอล พระคัมภีร์บันทึกว่า“และชนอิสราเอลทั้งปวง ตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบาก็ทราบว่า ซามูเอลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า” (1 ซามูเอล 3:20)
       แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีราบรื่น ชนอิสราเอลต้องทำสงครามกับชาวฟีลิสเตีย และบุตรชายทั้งสองปุโรหิตเอลีนำเอาหีบพันธสัญญาไปในสนามรบ โดยเชื่อว่าพระเจ้าจะสถิตอยู่ด้วย และจะประสบชัยชนะ แต่เป็นว่าทั้งสองถูกฆ่าตายในสนามรบ และหีบพันธสัญญาถูกชาวฟีลิสเตียยึดไป ตอนนั้นท่านเอลีนั่งฟังข่าวการสงครามอยู่หน้าประตูที่พัก พอมีคนมาแจ้งข่าวเรื่องการสู้รบได้ทราบว่าบุตรชายทั้งสองตาย หีบพันธสัญญาถูกข้าศึกยึดไป ท่านเอลีเสียใจมาก ประกอบวัยชราอายุ 98 ปี ท่านเอลีหงายหลังล้มลงจากม้านั่ง และเสียชีวิต (1 ซามูเอล 4:14-18)
       ที่น่าเสียใจซ้ำรอยเดิม คือท่านซามูเอลแสนดี และซื่อสัตย์ได้รับพระพรตลอดชีวิตของท่าน แต่เหล่าบุตรชายสองคนของท่านซามูเอลไม่ได้เดินตามรอยเท้าแห่งความซื่อสัตย์ และ จงรักภักดีของผู้เป็นบิดา พวกเขาทั้งสองได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้วินิจฉัยในเมืองเบเออร์เซบา บรรดาผู้ใหญ่ได้มาฟ้องท่านซามูเอลว่า “พวกเขาได้เลี่ยงไปหากำไร รับสินบน และบิดเบือนความยุติธรรมเสีย” (1 ซามูเอล 8:1-7)
       บั้นปลายชีวิตการรับใช้ของท่านซามูเอล เป็นจุดพลิกผันประวัติศาสตร์ประชากรของพระเจ้า ท่านเป็นผู้วินิจฉัยคนสุดท้าย และเป็นบุคคลสำคัญในความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น อิทธิพลของท่านได้นำประชาอิสราเอลในช่วงเวลาวิกฤติ แต่ก็น่าสงสารที่บุตรทั้งสองของท่านมาทำเสียหาย พวกอาวุโสแห่งประชาชนกันได้ร่วมกันร้องขอกษัตริย์ปกครองประเทศเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านรายรอบ นี่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ดี นับจากชาวอิสราเอลมีกษัตริย์ปกครองแล้ว ช่วงเวลาหลายร้อยปีประวัติศาสตร์ของชนอิสราเอลได้แสดงให้เห็นแต่เรื่องเศร้า ที่กษัตริย์ส่วนมากนำประชากรให้หลงห่างจากวิถีของพระเจ้า

       ไม่ว่าชีวิตครอบครัวจะเป็นฉันใด ดี หรือ เลว เราเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เรากำลังรับใช้ใครในสงครามแห่งการต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ ไม่ว่าคุณจะทำผิดพลาดอะไรมา แต่วันนี้คุณต้องจำไว้เสมอ เวลานี้ ไม่ถือว่าช้าเกินไปที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องกับองค์พระผู้เป็นเจ้า? วันพรุ่งนี้อาจสายเกินไป แต่วันนี้ยังไม่สายแน่นอน ความจริงมีว่า “เวลานี้คือทั้งหมดที่คุณมีโอกาส”
 
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
       เป็นที่รู้จักกันว่า พระคัมภีร์ไม่พยายามปกปิดความบาป หรือความชั่วร้ายของมนุษย์ ถ้าพระคัมภีร์ทำอย่างที่ว่าพระคัมภีร์จะให้ภาพซื่อตรง ตามสภาพที่เป็นจริงของมนุษย์ได้อย่างไร? ยกตัวอย่างเช่นการพรรณนาอย่างเฉียบคมในความชั่วของมนุษย์ที่พบได้ใน 1 ซามูเอล 2:12-25 เมื่อบุตรชายทั้งสองของเอลีแสดงให้เห็นชีวิตของพวกเขาแตกต่างยิ่งนักจากชีวิตวัยเด็กของซามูเอล 1 ซามูเอล 2:2 บันทึกว่า “ฝ่ายบุตรทั้งสองของเอลีเป็นคนอันธพาล เขามิได้นับถือพระเจ้า” เพราะพวกเขาเป็น “คนอันธพาล” ตรงนี้ภาษาเดิมหมายถึง บุตร “ที่ไม่มีคุณค่า” หรือ บุตร “ที่ไร้ประโยชน์” นับการเสียเวลาชาติเกิด (ในครอบครัวผู้นำ) ที่น่าเศร้าใจ! ชีวิตของเราแต่ละคน ถ้าเราไม่ดำเนินชีวิตเพื่อพระเจ้า กล่าวคือชีวิตมีเป้าหมายสำหรับพระองค์ หาไม่ในที่สุดชีวิตของเราจะ “ไร้คุณค่า” เป็นเหตุผลฟังได้ไหม เพราะชีวิตทั้งชีวิตของเรา และวัตถุประสงค์มีคุณค่า เป็นวัตถุประสงค์ที่มาจากพระเจ้าเท่านั้น

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  พระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดเจน: ไม่มีพื้นที่ของคนกลาง ใน “สงครามการต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” เราจะต้องอยู่ฝ่าย
       พระคริสต์ หรือ ซาตาน แต่ชีวิตตามที่เราทราบบางสิ่งอาจไม่แตกต่างเด่นชัด แจ่มแจ้งเสมอไป บางครั้ง
       เราไม่มั่นใจ ว่าอะไรคือการตัดสินใจถูกต้อง หรือสิ่งใดเป็นสิ่งผิด แม้แต่กับเรื่องศีลธรรม สถานการณ์
       “ถูก” หรือ  “ผิด” อาจไม่เป็นการง่ายที่เราจะตัดสินใจทำสิ่งไหน มีวิธีใดบ้างที่เราจะได้รับสติปัญญาเพื่อ
       จะช่วยเราให้ทำการเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง?
 
  2.  ในทางใดบ้าง ที่บุคคลหนึ่ง หรือ กลุ่มหนึ่ง ที่คุณมองด้วยความนับถือ หรือแม้แต่ศรัทธา แต่ในอีกแง่มุม
       หนึ่งทำให้คุณผิดหวัง? ในเวลาเดียวกัน ในทางใดบ้าง ที่บางทีคุณอาจทำให้บุคคลที่มองดูคุณด้วยความ
       ศรัทธา แต่บางทีคุณอาจทำให้เขา หรือพวกเขาผิดหวังในตัวคุณ? มีอะไรบ้างที่คุณได้เรียนรู้จากตัวอย่าง
       เหล่านั้นเกี่ยวกับ ความเชื่อ  การไว้วางใจ และพระคุณ และความอ่อนแอของมนุษย์?
                                   
*******************************
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272