Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 >
.
Lesson5
.
บทที่ 5
การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวต่อเนื่อง
วันที่  23 – 29  มกราคม  2016
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
1 ซามูเอล 17:43-51 ; 2 ซามูเอล 11:1-17 ; 1 พงศ์กษัตริย์ 18:21-39 ; 2 พงศ์กษัตริย์ 19:21-34 ;
เอสเธอร์ 3:8-11 ; เนหะมีย์ บทที่ 1

ข้อควรจำ     “แล้วข้าพเจ้าบอกเขาถึงการที่พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่กับข้าพเจ้า เพื่อยัง
                  ผลดี ทั้งพระวจนะซึ่งพระราชาตรัสกับข้าพเจ้า และเขาทั้งหลายพูดว่า "ให้
                  เราลุกขึ้นสร้างเถิด" เขาก็ปลงใจลงมือทำการดีนั้น" (เนหะมีย์ 2:18


เมื่อเราเปรียบเทียบชีวิตของ ดาวิด เอลียา เฮเซคียาห์ เอสเธอร์ และ เนหะมีย์
หัวข้อเดียวกันได้เด่นชัดขึ้นมา: คือพระเจ้าทรงสามารถใช้บุคคลที่ “ไม่สำคัญ” ทำให้กระแสแห่งความชั่วร้ายไหลกลับได้ จากการอ่านเรื่องของบุคคลดังกล่าว เราได้เรียนรู้ว่า แม้จะมีอุปสรรคมหึมา เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกหวาดหวั่น เมื่อเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายที่มีอำนาจ แต่ให้เรายืนหยัดเข้มแข็งพึ่งในฤทธานุภาพของพระเจ้า พระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญาของพระองค์เสมอ พันธสัญญา หรือพระสัญญาเหล่านี้จะสำเร็จสมจริงเพื่อเราโดยพระเยซู เมื่อประชากรของพระเจ้าดำเนินต่อไปในพละกำลังของพระองค์พวกเขาจะพบว่า กองกำลังแห่งความชั่วร้ายๆ ไม่มีอำนาจเพียงพอจะเอาชนะพวกเขาได้
       การที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้พญามารพุ่งเป้าการท้าทายเขามายังเรา ก็เพื่อให้เรามีความยินดีในฤทธานุภาพการช่วยให้รอดของพระองค์ สิ่งนี้ดูเหมือนไม่มีเหตุผลเมื่อเราอยู่ท่ามกลางการท้าทายจริงๆ ที่เราพบบางครั้งเราติดอยู่ภายใน ซึ่งบ่อยครั้งสิ่งท้าทายนั้นใหญ่กว่าตัวของเราเอง จงรู้สึกชื่นชมในอำนาจการช่วยให้รอดของพระเจ้า ซึ่งจะมาถึงเราด้วยด้วยความเชื่อ และการนมัสการ เพราะว่าสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำเพื่อเรา จงไว้วางใจในความสัตย์ซื่อของพระเจ้า เป็นสิ่งมีเหตุผลที่สุดเราสามารถทำได้

วันอาทิตย์   ดาวิด โกลิอัท และ บัทเชบา (1 ซามูเอล 17:43-51)
       ชีวิตของเราไม่ใช่เรื่องจะเข้าใจได้ง่าย ทั้งนี้เพราะในฐานะมนุษย์ เราถูกสร้างขึ้นมาในพระฉายาของพระเจ้า องค์พระผู้สร้างแห่งจักรวาล แต่เราทั้งปวงได้คิดกบฏต่อพระเจ้า และวิถีของพระองค์ จึงไม่ประหลาดใจที่คนเราสามารถกระทำการดี และการชั่วถึงระดับสุดโต่งได้ทั้งสองทาง และไม่ใช่เพียงบางคนสามารถขึ้นสู่ “ความดี” ระดับสูงส่งได้ ขณะคนอื่นๆตกสู่ห้วงลึกสุดของความชั่วร้าย แต่ทั้งระดับความสูง และการตกต่ำสุดสามารถไปถึงได้โดยคนคนเดียว! ข่าวอัศจรรย์คือบางคนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในจุดต่ำสุด โดยพระคุณของพระเจ้าพวกเขาสามารถกลับตัว กลับใจกระทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อพระเจ้า และคนอื่นๆได้
 
       อ่าน พระธรรม 1 ซามูเอล 17:43-51. ถ้อยคำใดที่ออกมาจากปากของกษัตริย์ดาวิด ซึ่งสำคัญมากที่เราจะ
เข้าใจชัยชนะของท่าน? จากนั้นอ่าน 2 ซามูเอล 11:1-17. เรามองเห็นความแตกต่างอะไรชัดเจนตรงนี้ในชาย
คนเดียวกัน? มีอะไรทำให้เกิดความแตกต่าง?


      ดาวิดคนที่เอาชนะโกลิอัทนักรบร่างยักษ์ที่ไม่ทหารอิสราเอลใดกล้าออกไปต่อกร คนเดียวกันต่อมาได้นั่งบัลลังก์เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล ได้พ่ายแพ้ตัณหา และความเชื่อมั่นของตนเอง ในตอนนั้นกษัตริย์ดาวิดมีมเหสี และนางสนมรวมแล้วกี่คน? แต่กษัตริย์ดาวิดเห็นหญิงงามอีกหนึ่ง เป็นหญิงที่แต่งงานแล้วด้วย ....ย้อนกลับไปฟังคำพูดที่หนุ่มดาวิดประกาศกับโกลิอัทในตอนจะจบประโยคว่า “เพื่อทั้งพิภพนี้จะทราบว่ามีพระเจ้าพระองค์หนึ่งในอิสราเอล” (1 ซามูเอล 17:46) ความเชื่อมั่นในพระเจ้าสุดหัวใจเช่นนี้เอง ที่ทำให้ท่านชนะนักรบร่างยักษ์ แต่บัดนี้การสงครามไม่ได้อยู่ในสนามรบซึ่งอยู่ที่หุบเขาเอลาห์ แต่สนามรบที่หนุ่มดาวิดต่อสู้ซ่อนอยู่มุมหนึ่งในดวงใจของเขาเอง ณ จุดนี้แหละเป็นสมรภูมิของการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ภายในดวงใจของเราแต่ละคน
      หลังจากกษัตริย์ดาวิดได้รับการชี้ความผิดจากท่านนาธัน ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า กษัตริย์ดาวิดเกิดสำนึกในความบาปที่ได้ทำกับนางบัทเชบา และสามีของนาง กษัตริย์หนุ่มมีความโศกเศร้าเสียใจ และการเสียใจจริงที่ว่าได้คอยเตือนใจท่านไปตลอดชีวิต และความเสียอย่างชอบพระทัยนี่เอง ได้ทำกษัตริย์ดาวิดเขียนพระธรรม บทเพลงสดุดี บทที่ 51 ขึ้นมา ซึ่งในบทเพลงดังกล่าวกษัตริย์ดาวิดอ้อนวอนพระเจ้าทรงเนรมิตใจใหม่ให้ (ข้อ 10) และขอความกรุณาให้กลับไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าดังเดิม (ข้อ 11,12) ในการสงครามใหญ่ระหว่างพระเจ้า และซาตาน บุคคลผู้มีอิทธิพลอยู่ในตำแหน่งสูงอาจเปิดประตูให้กับความอ่อนแอได้เหมือนกับบุคคลสามัญทั่วไป กระนั้นพระเจ้ายังคงเต็มพระทัยที่จะทำงานร่วมกับทุกคนที่กลับใจจริงจากความบาป


       คิดเกี่ยวกับตัวคุณเองเดี๋ยวนี้ เกี่ยวกับชัยชนะของคุณ ความผิดหวังของคุณ และความล้มเหลวของคุณ
คุณสามารถใช้บทเรียนจากเรื่องเหล่านี้สำหรับชีวิตของคุณได้อย่างไร ไม่ว่าคุณจะเผชิญกับสถานการณ์ใดก็แล้วแต่..ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป?


วันจันทร์   ที่จะหันเหดวงใจของพวกเขา  (1 พงศ์กษัตริย์ 18:21-39)

       ท่านเอลียาห์ชาวทิชบีท์ เป็นผู้เผยพระวจนะที่รับผิดชอบงานสำคัญหลายอย่าง บางครั้งก็เป็นเรื่องตื่นเต้น และอุปนิสัยของท่านให้สีสันกับพระคัมภีร์ ครั้งแรกเราพบท่านผู้เผยพระวจนะเอลียาห์เข้าเฝ้ากษัตริย์อาหับ ซึ่งรู้สึกแตกตื่นพระทัย เมื่อได้ยินผู้เผยพระวจนะกล่าวเป็นเชิงกล่าวพยากรณ์ กึ่งการสาปแช่งว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ นอกจากตามคำของข้าพระบาท" (1 พงศ์กษัตริย์ 17:1) ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนเหนึ่งจะเข้าเฝ้ากษัตริย์ และหลบหนีหากพูดผิดน้ำพระทัย แต่สำหรับท่านเอลียาห์ “ท่านสวมเสื้อขนสัตว์และมีหนังคาดเอวของท่านไว้” (2 พงศ์กษัตริย์ 1:8) เมื่อทูลกษัตริย์ราหับเสร็จท่านเอลียาห์ได้เล็ดลอดผ่านทหารยามออกนอกประตูเมืองไป แล้วท่านได้วิ่งไปที่ภูเขาห่างออกไปประมาณ 12 กิโลเมตร
       นี่เป็นช่วงเวลาเศร้าใจของอาณาจักรด้านเหนือแห่งอิสราเอล ประชาชนส่วนใหญ่เป็นประชากรของพระเจ้าเพียงแต่ “ในนาม” หรือ “เคยเป็น” เพราะในช่วงนั้นประชาชนนมัสการพระเทียมเท็จ อย่างเช่น “พระบาอัล” โดยพวกเขาเชื่อว่าพระบาอัล ซึ่งเป็นเทพแห่งฟ้า และฝน พระบาอัลจะนำเอาความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพันธ์ธัญญาหารมาให้ ซึ่งมีผลดีไปยังสัตว์เลี้ยงด้วย เพราะทุ่งหญ้าจะมีหญ้าเขียวสด ชาวไร่ ชาวนา และผู้เลี้ยงสัตว์จะได้อานิสงส์โดยตรง
       ตลอดสามปีต่อมา “พระบาอัล และเทพสตรี แอสเชราห์” พระแห่งฟ้าฝน และแผ่นดินอุดมปรากฏว่าเป็นพระไร้ซึ่งพลังอำนาจ ท่านเอลียาห์ได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าให้กลับมาเฝ้ากษัตริย์อาหับอีกครั้งหนึ่ง และทูลขอพระองค์จัดให้มีการประชันระหว่างผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลทั้ง 450 คน และตัวท่านเอลียาห์ ซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะหนึ่งเดียวของพระยาห์เวห์
       เมื่อวันนัดหมายมาถึง ฝูงชนมารวมตัวกันที่ยอดเขาคารเมล ท่านเอลียาห์กล่าวกับประชาชนว่า "ท่านทั้งหลายจะขยักขย่อนอยู่ระหว่างสองฝ่ายนี้นานสักเท่าใด ถ้าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า จงติดตามพระองค์ แต่ถ้าพระบาอัลเป็นก็จงตามท่านไปเถิด" (1 พงศ์กษัตริย์ 18:21) ผู้เผยพระวจนะพระบาอัลได้นำวัวมาตัดเป็นท่อนๆ แล้ววางบนฟืนที่แท่นบูชา พวกผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลทั้งหลายพากันอธิษฐานอ้อนวอนขอพระบาอัลให้ส่งไฟมาเผาเครื่องบูชา ฝูงชนที่อยู่แวดล้อมไม่ห่างจากแทนบูชาต่างรอว่าเมื่อไรไฟจะตกจากฟ้ามาเผาเครื่องบูชา จนถึงเวลาเที่ยงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนี้เป็นทีของท่านเอลียาห์ ท่านขอให้ประชาชนช่วยนำหินมา 12 ก้อน ก่อเป็นแท่นบูชา วางฟืนลงบนแท่น แล้วใช้วัวที่ตัดเป็นท่อนๆ วางบนฟืนเป็นเครื่องถวายบูชา เพราะว่าวัวเป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์ในสมัยพระคัมภีร์ จากนั้นท่านเอลียาห์อธิษฐานขอพระเจ้าทรงส่งไฟมาเผาเครื่องบูชา พลัน “ไฟของพระเจ้าก็ตกลงมาและไหม้เครื่องเผาบูชา และฟืนและหิน และผงคลี และเลียน้ำซึ่งอยู่ในคู” (1 พงศ์กษัตริย์ 18:38)

       อ่าน พระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ 18:21-39. การสงครามยิ่งใหญ่ระหว่างสองมหาอำนาจทำการต่อต้านกัน
เป็นเรื่องจริง ดังที่แสดงให้เห็นในพระคัมภีร์ตอนนี้ ท่านเอลียาห์ต้องการให้มีอะไรเกิดขึ้นในแผ่นดินอิสราเอลในเวลานั้น? เหตุใดเรื่องการสำแดงฤทธิ์เดช ของพระเจ้าในครั้งนั้นยังมีความสำคัญสำหรับเราแม้ในปัจจุบันนี้ด้วย?


       1 พงศ์กษัตริย์ 18:37 กล่าวไว้ทั้งหมด การอัศจรรย์นั้นปลุกให้จิตตื่น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นจริงๆ ประเด็นคือความซื่อสัตย์ของประชากรอิสราเอลมีต่อพันธสัญญา สังเกตด้วยว่า ใครเป็นผู้หันเหจิตใจของพวกเขา องค์พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง แม้แต่ก่อนการอัศจรรย์ได้เกิดขึ้น พระเจ้าไม่บังคับดวงใจของใครให้หันไปหาพระองค์ พระองค์ทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ให้มาทำการ และประชาชนทั้งหลาย ตอบรับการทรงนำของพระองค์ ประการแรกคือเลือกที่จะหันกลับไปหาพระองค์ พวกเขาสามารถเลือกทำเช่นนั้นได้โดยอาศัยพละกำลังของพระเจ้าเท่านั้น ในปัจจุบันนี้ก็ไม่ต่างกัน

วันอังคาร   ถ้อยคำของการกบฏ  (2 พงศ์กษัตริย์ 18:28-30)   
       กษัตริย์เฮเซคียาห์นั่งบัลลังก์ประเทศยูดาห์เมื่อมหาอำนาจใหม่ คืออาณาจักรอัสซีเรียมีชัยเหนือประเทศอิสราเอลและบังคับให้ชนอิสราเอลอพยพกระจายกันไปอยู่ทั่วเขตเมโสโปเตเมีย (2 พงศ์กษัตริย์ 18:9-12) “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่อาจทำอะไรเพื่อประชากรอิสราเอลที่เอาใจออกห่างพระองค์ เมื่อพวกเขาต้องระหกระเหินไปอยู่ตามหมู่บ้านและเมืองต่างๆ กระนั้นพระองค์ทรงมีแผนการแห่งความรอดไว้รองรับ หากความยากลำบากทำให้พวกเขาสำนึกว่า ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขาเอง เมื่อพวกเขากลับใจร้องหาพระองค์ และพระองค์จะทรงฟัง และตอบสนอง
       ไม่กี่ปีต่อมา กษัตริย์เซนนาเคอริบแห่งอาณาจักรอัสซีเรีย หันมาสนใจประเทศยูดาห์ ซึ่งเป็นประเทศอิสราเอลฝ่ายใต้ กษัตรย์เซนนาเคอริบได้นำกองทัพมายึดเมืองใหญ่ๆ ที่เข้มแข็งไปไว้ในการปกครอง จากนั้นทำการเก็บภาษีอย่างหนักในเมืองต่างๆ เหล่านั้น (2 พงศ์กษัตริย์ 18:13-15) กษัตริย์ของยูดาห์ต้องนำทรัพย์สินในท้องพระคลัง และแม้แต่ทรัพย์ของพระวิหารยังถูกเก็บรวบรวมเป็นส่วยส่งไปให้อัสซีเรีย กระนั้นกษัตริย์อัสซีเรียรู้สึกไม่อิ่มพระทัย ยังต้องการการเข้ายึดครองเยรูซาเล็มโดยสิ้นเชิง
       ที่ร้ายกาจคือชาวอัสซีเรียกล่าวเยาะเย้ยประชากรของพระเจ้า พวกเขาชี้ไปยัง “พระต่างๆ” (gods) ของประเทศเพื่อนบ้านของอิสราเอลหลายประเทศ ไม่อาจช่วยให้ชาติเหล่านั้นพ้นกำลังอำนาจทางทหารของอัสซีเรียได้ อย่างนี้มีอะไรที่ทำให้ชาวยิวคิดว่าพระเจ้าของพวกเขาจะช่วยพวกเขาได้ดีกว่า? (อ่าน 2 พงศ์กษัตริย์ 18:28-30, 33-35)
       กษัตริย์เฮเซคียาห์ทรงทำอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวพระองค์ทรงสามารถทำได้ คือการอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลผู้ทรงประทับเหนือเครูบ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก พระองค์แต่องค์เดียว พระองค์ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเบิกพระเนตรทอดพระเนตร และขอทรงฟังถ้อยคำของเซนนาเคอริบซึ่งเขาได้ใช้มาเย้ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์” (2 พงศ์กษัตริย์19:15-17, อ่านต่อ ข้อ 18,19 ด้วย) จะว่าไปก่อนหน้านั้น พระเจ้าทรงใช้ท่านอิสยาห์ให้มาหนุนใจกษัตริย์เฮเซคียาห์ก่อนแล้ว ตอนนี้ทรงให้การหนุนใจอีกครั้งว่า “'จงทูลนายของท่านเถิดว่า 'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า อย่ากลัวเพราะถ้อยคำที่เจ้าได้ยินนั้น ซึ่งข้าราชการของพระราชาของอัสซีเรียได้กล่าวหยาบช้าต่อเรา” (2 พงศ์กษัตริย์ 19:6)
       อ่าน พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ 19:21-34 ; โดยเฉพาะ 2 พงศ์กษัตริย์ 19:21-22. พระเจ้าทรงส่งข่าวสารอะไรแก่ประชากรของพระองค์ในช่วงความทุกข์ยากลำบากอันน่ากลัว?
       ในเวลาไม่นาน กองทัพขนาดมหึมาของอัสซีเรียได้ยกมาล้อมกรุงเยรูซาเล็มไว้ เมื่อชาวเมืองได้ยินเสียงของข้าศึกยกมากลางดึก ต่างตกใจตื่นจากการนอน พากันหวาดกลัวอีกไม่กี่วัน ข้าศึกคงยกเข้ายึดเยรูซาเล็ม แต่พอเช้าเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่อง ทหารรักษาการณ์มองไปจากกำแพงเมือง พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาของพวกตน พวกเขามองเห็นศพทหารนอนตายเกลื่อนกลาดกระจายบนพื้นดินจนสุดสายตา (2 พงศ์กษัตริย์ 19:35) กษัตริย์อัสซีเรียที่เป็นจอมทัพยกมาครั้งนี้ เมื่อเห็นทหารของพระองค์นอนตายมากมาย (ทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ประหารทหารข้าศึกตายในคืนเดียวนั้นถึง 185,000 นาย) กษัตริย์เซนนาเคอริบ และทหารจำนวนน้อยที่รอดชีวิตรู้สึกตกกลัวใจมาก ตระหนักว่าพระเจ้าของชนชาติอิสราเอลทรงฤทธานุภาพจริงๆ ด้วยความละอายพระทัยได้รีบรุดกลับไปยังเมืองนีนะเวย์ ต่อมาไม่นานโอรสสององค์ของพระองค์ได้ประหารพระองค์เสียด้วยดาบ (2 พงศ์กษัตริย์ 19:36, 37)

       จากเรื่องนี้ เราสามารถเรียนรู้อะไร แม้ในช่วงท้อถอยสุดสุด ดูเหมือนเป็นสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ จง
ไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า? เหตุใดเราจะต้องรักษาภาพใหญ่ไว้ในจิตใจ เมื่อสิ่งต่างๆไม่ได้จบลงบนทาง
บวกสำหรับเราในชีวิตนี้?


วันพุธ    พระราชกฤษฎีกา (กฎหมาย) แห่งความตาย (เอสเธอร์ 3:8-11)             

       เป็นการยากสำหรับเราในปัจจุบันที่จะเข้าใจเรื่องวัฒนธรรม และประเพณีของชาวเปอร์เซียในช่วงสมัยพระคัมภีร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเรื่อง “พระนางเอสเธอร์” ที่เราจะศึกษาในตอนนี้ สิ่งที่เราแน่ใจคือองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้อาณาจักรเปอร์เซียในการรักษาชีวิตชนอิสราเอล ซึ่งบันดาลให้พันธสัญญาที่ทรงทำไว้กับชนอิสราเอลสำเร็จสมจริง พระสัญญาเหล่านี้ย้อนกลับถึงสมัยของท่านอับราฮัม (อ่านปฐมกาล 12:1-3 ; อิสยาห์ 45:1; 2 พงศาวดาร 36:23)
       หญิงสาวชาวยิวคนหนึ่งพบว่าหล่อนเองได้กลายเป็นพระราชินีของอาณาจักรเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ พระนางเอสเธอร์ขึ้นสู่อำนาจและยศศักดิ์ผ่านเส้นทางที่แตกต่างจากท่านโยเซฟในประเทศอียิปต์ หรือท่านดาเนียลในอาณาจักรบาบิโลน เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้หญิงสาวชาวยิวคนหนึ่งขึ้นสู่อำนาจ เพื่อพระนางจะใช้ตำแหน่งในลักษณะพิเศษเพื่อช่วยเหลือประชากรของพระองค์ เรื่องนี้สอนเราว่า หัวข้อความขัดแย้งยิ่งใหญ่สามารถแสดงให้เห็นแม้ในประวัติศาสตร์ และบอกด้วยว่าพระเจ้าทรงสามารถช่วยประชากรของพระองค์ไว้อย่างไร
      
       อ่าน พระธรรม เอสเธอร์ 3:8-11. พระเจ้าทรงมีแผนการอะไรสำหรับชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ จะมีผลลัพธ์อะไรเกิดขึ้นกับชาวยิว หากพระราชกฤษฎีกาฉบับแรกซึ่งชี้นำให้ปล้นฆ่าชาวยิวทุกเภท และวัยทั่วอาณาจักรเปอร์เซีย (เอสเธอร์ 3:13) ประสบความสำเร็จ?

       “กษัตริย์ หรือจักรพรรดิ์ไม่ตระหนักว่า ผลลัพธ์ของพระราชกฤษฎีกาจะมีผลกระทบถึงชีวิต และทรัพย์สินของ ชาวยิวจำนวนมาก และกว้างไกลเพียงใด ซาตานเองพยายามอย่างยิ่งตลอดมาจะกำจัดชาวยิวประชากรของพระเจ้าออกจากแผ่นดินโลก ทั้งนี้เพราะพวกเขานอกจากจะเป็นประชากรของพระเจ้ายังเป็นประชากรเผ่าพันธุ์เดียวที่รู้จัก และมีความรู้เรื่องพระเจ้าเที่ยงแท้” จากหนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และ กษัตริย์”  หน้า  600, 601. และจากชนชาติเดียวนี้เอง ที่พระผู้ช่วยให้รอดของโลกจะมาบังเกิด
       ที่น่าสนใจจริงๆ คือประเด็นของเรื่องนี้อยู่ที่ “การนมัสการ” (อ่านเอสเธอร์ 3:5,8) และการปฏิเสธของชนกลุ่มน้อยที่จะปฏิบัติตามกฏหมายบางข้อ (ที่ขัดความเชื่อ) และขนบประเพณีบางประการ (ที่ขัดกับความเชื่อ) ของประเทศที่มีอำนาจควบคุม ที่น่าสังเกตคือเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาครั้งที่สองด้วยแม้ว่ารูปแบบจะแตกต่างไปจากสมัยของพระนางเอสเธอร์ แต่สถานการณ์ที่เหล่าผู้เชื่อทั้งหลายต้องเผชิญในช่วงสิ้นสุดของประวัติศาสตร์จะเป็นอย่างเดียวกัน นั่นคือ “สงครามขัดแย้งยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์และซาตาน” เหล่าผู้ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าจะต้องเผชิญบางสิ่งเหมือนชาวยิวตรงนี้ได้เผชิญ เราได้รับการเตือนว่า ในฉากสุดท้ายของประวัติศาสตร์โลก “ทรงยอมให้มันมีอำนาจที่จะให้ลมหายใจแก่รูปสัตว์นั้น เพื่อให้รูปสัตว์ร้ายนั้นพูดได้ และให้มีอำนาจที่จะกระทำให้บรรดาคนที่ไม่ยอมบูชารูปสัตว์ร้ายนั้น ถึงแก่ความตายได้” (วิวรณ์ 13:15) สิ่งหนึ่งที่แน่นอน และมักจะเกิดซ้ำเสมอบ่อยครั้ง เราไม่เรียนรู้บทเรียนจากสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในอดีตเท่าที่ควร

       เหตุใดบ่อยครั้งเรารู้สึกแคลงใจบุคคลที่แตกต่างจากเรา? เหตุใดความจริงทรงพลังของเรื่องการเนรมิต
สร้าง และความรอดแสดงให้เราเห็นว่า ท่าทีดังกล่าวของเราเป็นสิ่งที่ผิด? เราจะสามารถชำระดวงใจของเรา
ให้สะอาดจากความผิดพลาดอันน่ากลัวนี่ได้อย่างไร?


วันพฤหัสบดี   ท่านเนหะมีย์ (เนหะมีย์ บทที่ 1)
 

       เรื่องของผู้เผยพระวจนะเนหะมีย์เกิดขึ้นในเวลาเมื่อชนอิสราเอลไม่มีรัฐบาลปกครองของตนเอง ที่จริงพวกเขาเป็นชนกลุ่มเล็กที่ยังเหลืออยู่กระจายกันทั่วแผ่นดินของชนต่างชาติ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญาของพระองค์เสมอ แม้เมื่อประชากรของพระองค์ล้มเหลวจะรักษาพันธสัญญานั้นไว้

       อ่าน พระธรรม เนหะมีย์ บทที่ 1 อะไรคือเบื้องหลังแห่งคำอธิษฐานของท่าน ? ในทางใดบ้างคำอธิษฐานนี้เตือนเราให้นึกถึงคำอธิษฐานของท่านดาเนียล ในพระธรรม ดาเนียล 9:4-19? ในทั้งสองกรณี อะไรคือประเด็นที่คล้ายกัน? และประเด็นนี้ลงตัวกับฉากละครทั้งเรื่องของ  “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่อย่างไร?

       ผ่านทางพระคุณของกษัตริย์เปอร์เซียที่ท่านรับใช้ ท่านเนหะมีย์ได้รับอนุญาตให้กลับไปสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ ในการกลับไปของท่านเนหะมีย์ ท่านใช้เวลาไม่กี่วันตอนเริ่มต้นเพื่อการสำรวจไปรอบๆ ท่านออกไปสำรวจกรุงเยรูซาเล็มในตอนกลางคืน “แล้วข้าพเจ้าก็เดินต่อไปยังประตูน้ำพุ ถึงสระหลวง แต่ไม่มีที่ที่จะให้สัตว์ซึ่งข้าพเจ้าขี่อยู่ผ่านไปได้แต่กองซากสลักหักพังมีมากเหลือเกิน ท่านเดินไปได้ไม่ไกล” (เนหะมีย์ 2:14) ดังนั้นท่านเดินออกไปนอกกำแพงเมือง แล้วทำการสำรวจจากจุดนั้นต่อไป (เนหะมีย์ 2:15)
      
       อ่าน พระธรรม เนหะมีย์ 2:16-18. คุณคิดว่าท่านเนหะมีย์หนุนใจให้พวกผู้นำเริ่มจับงานจากบางสิ่งที่พวกเขาคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” อย่างไร? ท่านเนหะมีย์อาจสอนโบสถ์ (คริสตจักร) ของเราในปัจจุบันนี้อย่างไร?

       ก่อนอื่นท่านเนหะมีย์ไม่บอกพวกผู้นำว่า เหตุใดท่านจึงเดินทางมา แต่มีบางคนที่รู้สึกไม่มีความสุข และพยายามทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อไม่ให้งานอย่างหนึ่งอย่างใดในการปรับปรุงกรุงเยรูซาเล็มสำเร็จ (เนหะมีย์ 2:10,19, 20). เมื่องานซ่อมกำแพงเมืองเริ่มต้น (เนหะมีย์ บทที่ 3) ผู้นำชาวต่างชาติเหล่านี้ “พากันโกรธ และเดือดดาลมาก” (เนหะมีย์ 4:1) พวกเขาพากันเยาะเย้ยความพยายามของพวกยิว (เนหะมีย 4:2,3) แต่เมื่อพวกเขาเห็นประชากรของพระเจ้าเอาจริงเอาจังเกี่ยวงานที่กำลังทำอยู่ (เนหะมีย์ 4:6) พวกเขาวางแผนจะเข้าโจมตี (เนหะมีย์ 4:7, 8)
       เป็นการง่ายที่จะยกเลิกงาน แต่แม้ผู้ไม่เห็นด้วยจะวางแผนต่อต้านการทำงานของพวกเขา ชาวยิวเหล่านั้นยังคงดำเนินงานต่อ ด้วยการไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้า เนหะมีย์ให้คำปรึกษานักก่อสร้างกำแพงเมืองทั้งหลายปล่อยให้การคุกคามของศัตรูอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า (เนหะมีย์ 6:14,15)

       ปัจจุบันไม่มากก็น้อยเราทั้งหลายเผชิญกับปัญหาต่างๆ เราจะทราบได้อย่างไร เมื่อเราจะล้มเลิก และเมื่อไรจะดำเนินต่อไป?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
       ทุกวันนี้ตัวเราเองต่างมีส่วนร่วมใน “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่” เหมือนกับผู้เชื่อในพระเจ้าสมัยพระคัมภีร์ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเรา ในฐานะเป็นคริสเตียน จะจดจำโดยเฉพาะช่วงเวลาที่ยากลำบาก ตรงนี้อัครทูตเปาโลโดยการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้ เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่ แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์” (2 โครินธ์ 4:16-18) ตรงนี้ท่านเปาโลพยายามทำให้เรา “มองเห็น” ไกลเกินกว่าชีวิตปัจจุบันของเรา ท่านเปาโลต้องการบอกเราด้วยว่า ความหวังแห่งชีวิตในอนาคตของเราเป็นมากกว่าความทุกข์ยากของชีวิตอันน่าขำเวลานี้

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  มีพระสัญญาอะไรบ้างในพระคัมภีร์ชี้ไปยังความหวังยิ่งใหญ่ที่สุด? รวมรวบพระสัญญาดังกล่าวให้มากข้อที่สุดเท่าที่จะมากได้ และนำมาที่ชั้นโรงเรียนวันสะบาโต พระสัญญาเหล่านั้นให้ภาพประเภทใดกับเรา?
  2.  อะไรทำให้กษัตริย์ดาวิดรู้สึกโศกเศร้ายิ่งนัก ทั้งนี้เพราะตลอดมาพระเจ้าทรงอวยพระพรให้กับท่านมากมายเหลือเกิน ท่านได้รับพระราชทานจากพระเจ้ามากกว่าใครๆ กระนั้นท่านยังทำบาปอย่างที่ท่านได้กระทำไปแทนที่เราจะมองเพียงแต่ในด้านลบ ให้คิดเกี่ยวกับด้านบวกของเรื่องที่ดูโง่เขลาของท่านด้วย
: พระคุณของพระเจ้ายังเป็นของใครคนหนึ่งที่ตกจากที่สูงมาก ลงมายังจุดต่ำสุด สิ่งนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับว่าพระเยซูทรงจ่ายราคาเต็มเพื่อประทานความรอดให้เรา? เราจะทราบได้อย่างมั่นใจอย่างไรว่า พระเจ้าทรงประทานอภัยให้เราอย่างหมดจด เมื่อเรากลับใจเหมือนอย่างท่านดาวิด จำไว้ว่าพระเจ้าไม่ทรงวางเงื่อนสำหรับความบาปที่เราได้ทำไปไม่ว่าจะหนักหน่วงเพียงไหน หรือเราตกลงไปในหุบเหวแห่งความบาปลึกเพียงใด เพราะไม้กางเขนจ่ายให้เราได้ทั้งหมด !    
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272