Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 > Lesson5 >
.
Lesson 6
.

บทที่  6

ชัยชนะในถิ่นทุรกันดาร

วันที่ 30 มกราคม - 5 กุมภาพันธ์ 2016

บ่ายวันสะบาโต
    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
มัทธิว 1:20-23 ; ยอห์น 9:39 ; มัทธิว 3:7-12 ; มัทธิว 4:1-10 ; เฉลยธรรมบัญญัติ 34:1-4 ; วิวรณ์ 21:10.

ข้อควรจำ      “เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด"
                    (ลูกา 19:10)    


ซาตานทราบดีว่าความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ระหว่างตัวเขาเอง และของหญิง และระหว่างผู้ติดตามของเขา และพงศ์พันธุ์ของหญิงนั้นจะมีต่อเนื่องไป
และซาตานทราบอีกว่างานการทำให้มนุษย์ล้มลงในความชั่วร้ายมากขึ้นจะถูกขัดขวาง....แต่ขณะที่แผนการแห่งความรอดเป็นที่ประจักษ์มากขึ้น ซาตานได้เฉลิมฉลองกับเหล่าผู้ติดตามเขา ที่เขาสามารถนำพระบุตรของพระเจ้าจากบัลลังก์อันสูงส่งด้วยเกียรติยศลงมาสู่โลกมนุษย์เบื้องล่าง ซาตานคุยอวดว่าแผนของเขาบนแผ่นดินโลกประสบความสำเร็จตามที่วางไว้เป็นอย่างดี ซาตานคุยโตด้วยว่า เมื่อพระคริสต์รับเอาธรรมชาติของมนุษย์เป็นของพระองค์แล้ว เขาสามารถทำให้พระองค์ล้มลง และล้มเหลวได้ ในลักษณะนี้พันธกิจการไถ่มนุษย์ให้รอดอาจถูกขัดขวางได้ง่ายขึ้น” จากหนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ”  หน้า 66.
       สัปดาห์นี้ขณะเราศึกษาเกี่ยวกับการทดลองในถิ่นทุรกันดาร เราพบว่าพระคัมภีร์สอนเราชัดเจนมากเกี่ยวกับ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” ซาตานอ้างสิทธิ์ว่าเมื่ออาดัม และเอวาหลงเชื่อตามคำของซาตานก็เท่ากับโลกนี้ที่พระเจ้ามอบสิทธิ์ให้อาดัม และเอวาดูแลรับผิดชอบตกเป็นของซาตาน ด้วยเหตุนี้พระคริสต์เสด็จมาเพื่อเอาชนะซาตาน เพื่อนำมนุษย์ และโลกที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างไว้กลับไปเป็นของพระองค์ตามเดิม ยุทธวิธีการเอาชนะเพื่อนำโลกนี้กลับไปเป็นของพระองค์คือแผนการแห่งความรอดนั่นเอง ความพยายามในการยืมมือกษัตริย์เฮโรดเพื่อฆ่าพระกุมารเยซูที่หมู่บ้านเบธเลเฮ็ม เพื่อทำลายแผนการแห่งการไถ่ให้รอดของพระเยซู เป็นความล้มเหลวครั้งสำคัญของซาตาน ในครั้งต่อมาหลังพระเยซูทรงอดพระกระยาหารแล้ว 40 วัน ซาตานได้เข้ามาทำการทดลอง ซึ่งเราจะศึกษาในรายละเอียดว่าซาตานใช้ความพยายามเพียงใดผ่านการทดลองในถิ่นทุรกันดารครั้งนี้
 

วันอาทิตย์   อิมมานูเอล ผู้ช่วยให้รอดพ้น  (มัทธิว 1:20-23)


       อ่าน พระธรรม มัทธิว 1:20-23. พระนามว่า “อิมมานูเอล” ที่พระเจ้าทรงประทานให้พระเยซู มีความหมายว่าอะไร?
 

       เหตุใดพระเยซูทรงเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ เพื่อที่ “พระเจ้าทรงอยู่กับเรา” ?
       ประการแรก: พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อไถ่อาณาจักรที่อาดัมได้ทำให้สูญหายไปกลับคืนมา “เหตุฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป” (โรม 5:12) และในพระธรรมโรมบทเดียวกันกล่าวว่า “แต่ของประทานแห่งพระคุณนั้นหาเป็นเช่นความละเมิดนั้นไม่ เพราะว่าถ้าคนเป็นอันมากต้องตายเพราะการละเมิดของคนๆเดียว มากยิ่งกว่านั้น พระคุณของพระเจ้าและของประทานโดยพระคุณของพระองค์ผู้เดียวนั้น คือพระเยซูคริสต์ ก็มีบริบูรณ์แก่คนเป็นอันมาก” (โรม 5:15)
       ประการที่สอง: พระองค์เสด็จมาพร้อมกับการพิพากษา และเพื่อทำลายงานของพญามาร “พระเยซูตรัสว่า "เราเข้ามาในโลกเพื่อแก่การพิพากษา เพื่อให้คนทั้งหลายที่มองไม่เห็นกลับมองเห็น และคนที่มองเห็นกลับตาบอด"(ยอห์น 9:39) และในอีกข้อหนึ่งกล่าวว่า “ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร เพราะว่ามารได้กระทำบาปตั้งแต่เริ่มแรก พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร” (1ยอห์น 3:8)      
       ประการที่สาม:
พระเยซูทรงเสด็จมาในโลก “เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด" (ลูกา 19:10)   และเพื่อแบกรับเอาความบาปของโลกนี้ ท่านยอห์น ผู้ให้รับติสมากล่าวเป็นพยานว่า “ยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า ''จงดูพระเมษโปดก*ของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยอห์น1:29) พระคัมภีร์อีกข้อหนึ่งกล่าวว่า “เหตุฉะนั้นพระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ ในการกระทำกิจกับพระเจ้า เพื่อลบล้างบาปของประชาชน”
(ฮีบรู 2
:17) “พระเยซูจัดการกับความบาป ทรงช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากบาป ทรงประทานพระคุณให้พวกเขา ทรงประทานอภัย ประทานความชอบธรรม และประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า ทั้งหมดนี้ได้ถูกทำไปสำหร้บความประสงค์ของพันธสัญญาหนึ่งเดียวจากเบื้องต้น และบัดนี้สำเร็จสมจริงในพระเยซูคริสต์” จากหนังสือ ของ เอ็น. ที. ไรท์ ใน“Justificaion: God’s Plan and Paul’s Vision (Kindle Edition)
      
ประการสุดท้าย: พระเยซูทรงเสด็จมาสอนเราว่าพระเจ้าทรงพระลักษณะอย่างไร ขณะเดียวกันทรงแสดงให้เราเห็น และโลกอื่นๆในจักรวาลที่เฝ้ารอดูว่าพระลักษณะนิสัยแท้จริงของพระบิดาเป็นอย่างไร พระเยซูทรงตอบอัครทูตฟีลิปซึ่งขอให้พระเยซูทรงสำแดงพระบิดาให้ประจักษ์ว่า "ฟีลิปเอ๋ย เราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ ผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดา ท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่า 'ขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น” (ยอห์น 14:9)     

       เหตุผลที่พระเยซูทรงเสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์แต่ละข้อเหล่านี้ สามารถเพิ่มพูนการดำเนินไปกับองค์
พระผู้เป็นเจ้า (พระเยซูคริสต์) ของคุณอย่างไร?

วันจันทร์   การรับบัพติศมาของพระเยซู (มัทธิว 3:7-12)

       ท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมา คงทำให้ประชาชนอิสราเอลรู้สึกตื่นเต้นไปทุกเขตแดน นี่คือบุคคลที่ดูเหมือนกับผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ (มัทธิว 3:4 ; 2 พงศ์กษัตริย์1:8). หลังจากผู้เขียนพระคัมภีร์เล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์เดิม คือท่านมาลาคีจนถึงสมัยพระคัมภีร์ใหม่ พระเจ้าทรงเว้นระยะ 400 ปี (พระเจ้าไม่ทรงเงียบนานเท่านี้มาก่อน) เป็นเวลาพระเจ้าทรงเงียบ ช่วงนานที่สุด ไม่มีผู้เผยพระวจนะ จนกระทั่งสมัยของผู้เผยพระวจนะท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมา บัดนี้พระเจ้าทรงตรัสกับประชาชนของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง เป็นที่ชัดเจนว่าบางสิ่งที่สำคัญมากกำลังจะอุบัติขึ้น

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 3:7-12. เหตุใดท่านยอห์น บัพติศมาเชื่อมโยงกับหัวข้อ “การพิพากษา และพระพิโรธ” ของพระเจ้า “ครั้นยอห์นเห็นพวกฟาริสี และพวกสะดูสีพากันมาเป็นอันมาก เพื่อจะรับบัพติศมา ท่านจึงกล่าวแก่เขาว่า เจ้าชาติงูร้าย ใครได้เตือนเจ้าให้หนีจากพระอาชญาซึ่งจะมาถึงนั้น” (มัทธิว 3:7) และท่านยอห์น ประกาศด้วยว่า “บัดนี้ขวานวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้ว และทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ” (มัทธิว 3:10) และในตอนต่อมาท่านยอห์นประกาศว่า “พระหัตถ์ของพระองค์ถือพลั่วพร้อมแล้ว และจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์ให้ทั่ว พระองค์จะทรงเก็บข้าวของพระองค์ไว้ในยุ้งฉาง แต่พระองค์จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่ไม่รู้ดับ" (มัทธิว 3:12) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นการกล่าวอารัมภบท หรือเป็นการแนะนำ “พระเมสสิยาห์” (พระเยซู) ของท่านยอห์ บัพติศมานั่นเอง

       ผู้คนทั้งหลายเมื่อได้ยินท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมาประกาศ พวกเขาคิดว่าพวกตนมีชีวิตอยู่ในช่วงวันสุดท้าย พวกเขาเห็นท่านยอห์นออกมาจากถิ่นทุรกันดาร และหนุนใจพวกเขาให้รับบัพติศมาในแม่น้ำจอร์แดน นี่เหมือนกับสมัยอพยพเล็กน้อย (สมัยโยชูวานำชนอิสราเอลเดินข้ามแม่น้ำจอร์แดนบนพื้นดินใต้ท้องแม่น้ำ) ก่อนที่พวกเขาจะเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา ที่พวกเขาเข้าใจผิดคือ พวกเขาคิดว่าพระเมสสิยาห์จะนำทัพของชนอิสราเอลเอาชนะกองกำลังของโรมัน เพื่อสถาปนาอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า ตามท่านผู้เผยพระวจนะยอห์น ผู้ให้บัพติศมากล่าวว่า “จงกลับใจเสียใหม่ เพราะแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” (มัทธิว 3:2) ซึ่งไม่ได้หมายถึงอาณาจักรในโลกวัตถุ แต่เป็นอาณาจักรฝ่ายจิตวิญญาณ
       แต่ท่านยอห์น และพระเยซูไม่ใช่ผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เป็นเหตุการณ์แห่งความรอด คำอธิบายของท่านลูกาบอกในสิ่งท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมากำลังกระทำอยู่ เป็นการพรรณนาการเตรียมหนทางเพื่อประชากรของพระองค์จะกลับมายังแผ่นดินแห่งคำสัญญา (ลูกา 3:3-6) ท่านเยเรมีย์อธิบายถึงเหตุผลเพื่อการเตรียมเส้นทางทางพิเศษ เพื่อให้เป็นไปได้สำหรับคนตาบอด คนขาเป๋ หญิงตั้งครรภ์ มารดากับเด็กเดินเตาะแตะสามารถเดินทางได้ (เยเรมีย์ 31:7-9) จึงไม่สงสัยเลยว่าฝูงชนได้ออกมาจากบ้านเมือง และหมู่บ้านเพื่อพบท่านยอห์นเป็นจำนวนมาก
       แต่ในวันใหญ่ของพระเจ้าจะมาในเวลาที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึง นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ได้รับการบอกล่วงหน้า หากเพราะว่าพวกเขาไม่เข้าใจความหมายที่พระคัมภีร์สอน (ลูกา 24:25-27)

       มีเหล่าผู้ซื่อสัตย์จำนวนมากเท่าใด ที่เข้าใจผิดอย่างยิ่งเกี่ยวกับธรรมชาติในการเสด็จกลับมาครั้งแรก
ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และจะมีผู้สัตย์ซื่อจำนวนมากเพียงใดที่เข้าใจผิดอย่างยิ่งเกี่ยวกับธรรมชาติการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระองค์?

วันอังคาร   เสกก้อนหินให้เป็นขนมปัง  (มัทธิว 4:1-3)            

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 4:1-3. มีอะไรเกิดขึ้น และเพราะเหตุใด? เราได้เห็นการต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ตรงนี้อย่างไร?

       เมื่อพระวิญญาณนำพระเยซูทรงเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร พระเยซูไม่ได้เชิญการทดลองเข้ามา พระองค์เสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อจะทรงอยู่ตามลำพัง เพื่อจะครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพันธกิจการประกาศ และการรับใช้ของพระองค์ โดยการอดพระกระยาหาร และอธิษฐาน พระเยซูทรงเตรียมพระองค์เพื่อเส้นทางสาหัสสากรรจ์ (bloodstained) ที่พระองค์จะต้องดำเนินข้ามไป และซาตานทราบดีว่าพระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จไปยังป่าทุรกันดารแล้ว และซาตานคิดว่านี่เป็นเวลาดีที่สุดจะเข้าโจมตีพระองค์” จาก หนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 114
       มีการเปรียบเทียบอันน่าสนใจระหว่างการทดลองของพระเยซู และประสบการณ์ของชนอิสราเอลเดินทางวนเวียนในถิ่นทุรกันการ ทั้งสองต้องผ่านน้ำ ชนอิสราเอลเดินผ่านทะเลแดง (ที่พระเจ้าทรงเปิดทางให้) พระเยซูต้องผ่านน้ำในการรับบัพติศมา พระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดารไม่รับประทานอาหารเป็นเวลา 40 วัน ชนอิสราเอลเดินทางในป่ากันดาร 40 ปีไม่มีอาหาร นอกจากมานา (และนกคุ่มในช่วงเวลาสั้นๆ) พระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ พรรณนาถึงชาวอิสราเอลว่า “ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงทางซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงนำท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และทดลองให้ทราบว่าจิตใจของท่านเป็นอย่างไร ดูว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 8:2)

       พระกิตติคุณกล่าวว่า หลังจากพระเยซูทรงอดพระกระยาการ 40 วัน พระองค์ทรงหิว (มัทธิว 4:2) พลันมีบุคคลหนึ่งเขามาแสดงตน และให้คำแนะนำ “ที่เป็นประโยชน์” คล้ายกับเพื่อนๆของโยบเล็กน้อย ผู้พยายามหนุนใจโยบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซาตานแสดง “น้ำใจช่วยเหลือ” ในพระธรรม เศคาริยาห์ บทที่ 3 เล่าเรื่องของมหาปุโรหิตในช่วงเวลามีการก่อสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่หลังจากชาวยิวเดินทางกลับจากบาบิโลน ในฐานะเป็นมหาปุโรหิตในนิมิตนั้นท่านยืนต่อพระพักตร์ของพระเจ้า โดยปกติบุคคลที่ปรากฏด้านขวาของใครๆ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพื่อนที่ไว้วางใจ ในพระธรรมเศคาริยาห์ไม่ใช่เพื่อนที่ไว้ใจได้ แต่เป็นซาตาน โดยเขาแสร้งทำตัวเป็นเพื่อนที่ไว้วางใจได้
       สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับพระเยซูที่ถิ่นทุรกันดาร บุคคลผู้เข้ามาเพื่อจะ “ช่วย” แสดงให้เห็นตัวจริงว่าเขาเป็นใครเมื่อเขากล่าวว่า "ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร" (มัทธิว 4:3) เพราะทูตสวรรค์จากพระเจ้าจะไม่สงสัยว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า   
       ให้สังเกตอีกครั้งในคำตอบ (มัทธิว 4:4) ซึ่งข้ออ้างอิงนี้เชื่อมต่อกันพระธรรมอพยพ ... “พระองค์ทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และปล่อยท่านให้หิวและเลี้ยงท่านด้วยมานา ซึ่งท่านเองหรือปู่ย่าตายายของท่านก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านตระหนักแก่ใจว่า มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยทุกสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (เฉลยธรรมบัญญัติ 8:3)
        เป็นสิ่งสำคัญจะไม่เข้าไปสู่การทดลอง  แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือที่จะให้แน่ใจว่า แม้ว่าจะเป็นการไม่รู้
ตัว ที่จะไม่เป็นผู้นำคนอื่นบางคนเข้าสู่การทดลอง?                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       

วันพุธ     การทดลองอีกครั้งหนึ่ง  (มัทธิว 4:5-7)      

       การทดลองครั้งแรก มีจุดเชื่อมโยงบางอย่างกับการอพยพ แต่ก็มีรากโยงไปถึงการล้มลงในความบาป พระเยซูทรงสัตย์ชื่อต่อพระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญ แทนที่จะยอมแพ้ต่อ “ความอยาก” ในการทำเช่นนั้นพระองค์ได้ชัยชนะในพื้นที่ที่อาดัมพ่ายแพ้ที่ใต้ต้นไม้แห่งความรู้ดีและรู้ชั่ว แต่เพื่อการเชื่อมโยงช่องว่างที่เกิดตั้งแต่อาดัมล้มลงในความบาป พระเยซูต้องเผชิญกับการทดลองอีกสองอย่าง
       สอดคล้องกับท่านมัทธิว การทดลองอย่างที่สอง รวมไปถึงซาตานนำพระเยซูไปยังจุดสูงสุดของพระวิหาร บางทีอาจเป็นมุมตะวันออกเฉียงใต้ ที่จากจุดนั้นจะมองเห็นหุบเขาลึก อีกครั้งหนึ่งซาตานกล่าวท้าทายพระเยซูว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงกระโจนลงไปเถิด” (มัทธิว 4:6) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ให้การทดลองคือซาตานไม่มีท่าทีเป็นมิตรกับพระเยซูเลย

       ซาตานพยายามจะพิสูจน์อะไรตรงนี้? ถ้าพระเยซูทรงกระโดดลงไปจริงจะเป็นการพิสูจน์ให้รู้แน่ในเรื่องอะไรหรือไม่?

       พระเยซูไม่สนพระทัยในการกระทำราคาถูก การไว้วางใจในพระบิดาของพระองค์มั่นคง ไม่ใช่บางสิ่งทำให้ประทับใจคนทั่วไป เราจะมองเห็นการไว้ใจของพระบุตรมีต่อพระบิดา เมื่อพระองค์เสด็จจากสวรรค์มากลายเป็นมนุษย์ ทนทุกข์ความเจ็บปวดรวดร้าว และความทรมาน ถูกปฏิเสธ ถูกเยาะเย้ย ถูกดูหมิ่น ทรงยอมรับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมกระทั่งความตายบนไม้กางเขน (ฟีลิปปี 2:5-8) วาระสุดท้ายคือทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พันธกิจของพระองค์คือ การนำโลกที่สูญหายไปครั้งอาดัมกลับคืนมา ขณะเดียวกันเป็นการไถ่มนุษย์ทั้งมวลนับแต่สมัยอาดัมกลับคืนมาเป็นบุตรของพระเจ้า
       อีกครั้งหนึ่งพระเยซูทรงตอบว่า “พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า” พระองค์ทรงอ้างอิงพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติเชื่อมโยงประสบการณ์ของพระองค์เข้ากับพระธรรมอพยพ "อย่าทดลองพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย” ดังที่ได้ทดลองพระองค์ที่มัสสาห์” (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:16) มัสสาห์เป็นถานที่ที่ชนอิสราเอลบ่นต่อว่าอย่างขมขื่นเกี่ยวกับการขาดน้ำ ดังนั้นท่านโมเสสใช้ไม้เท้าฟาดลงที่ก้อนศิลาเพื่อให้น้ำไหลออกมา ในการประมวลประสบการณ์ครั้งนั้น ท่านโมเสสประกาศออกมาด้วยความฉุนเฉียวว่า “พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกข้าพเจ้าจริงหรือ?” (อพยพ 17:7พญามารพยายามวางอุบาย โดยการทวนสิ่งที่พระเยซูทรงอ้างว่า “มีคำเขียนไว้ว่า” (มัทธิว 4:4) แน่นอนพระเยซูทรงทราบดี และไม่ทรงล้มลงในกับดักนั้น
      
       ไม่เป็นง่ายเสมอไปที่ทราบจุดระหว่าง “การไว้วางใจในพระเจ้า และการได้ประโยชน์จากฤทธิ์อำนาจของพระองค์เมื่อเราอธิษฐาน คุณได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งที่ได้กล่าวตรงนี้ไหม? นำเอาคำตอบของคุณไปที่ชั้นโรงเรียนวันสะบาโต

วันพฤหัสบดี   การนมัสการพญามาร  (มัทธิว 4:8-10)

       พระกิตติคุณโดยท่านมัทธิว การทดลองครั้งแรกมุ่งไปที่ “ความอยาก” ครั้งที่สอง การถือเอาประโยชน์จากพระสัญญาของพระเจ้า และการทดลองครั้งที่สามมุ่งตรงไปยังองค์พระคริสต์โดยตรง ในความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ และพันธกิจโดยรวมบนแผ่นดินโลกของพระองค์
     
       อ่าน พระธรรม มัทธิว 4:8-10 ; เฉลยธรรมบัญญัติ 34 :1-4. ; และวิวรณ์ 21:10. คำว่า “ภูเขาอันสูงยิ่งนักที่ซาตานพาพระเยซูขึ้นไป” หมายถึงอะไร?    

       ตัดสินจากวิธีพระคัมภีร์ใช้คำว่า “ภูเขาอันสูงยิ่งนัก” เพื่อจะมองเห็นประชาชาติโดยรอบ เราทราบได้ว่าพระเยซูไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขาสูงเพื่อจะชมทิวทัศน์เบื้องล่าง ท่านโมเสสได้ขึ้นไปบนยอดเขาสูงเพื่อมองเข้าไปยังแผ่นดินแห่งพระสัญญา และต่อมาในตอนท้ายสุดของพระคัมภีร์ ท่านยอห์นผู้เขียนพระธรรมวิวรณ์ ได้มองเห็นกรุงเยรูซาเล็มใหม่ใน ทำนองเดียวกัน พระเยซูทรงมองเห็นมากกว่าประเทศต่างๆรอบอาณาจักรโรมในสมัยพระคัมภีร์ สังเกตว่าซาตานสำแดงทุกสิ่งในแสงสว่างรุ่งเรือง ในส่วนสวยสดงดงามสว่างไสว ซาตานไม่เผยให้เห็นด้านมืด ไม่ว่าการก่ออาชญากรรมต่างๆ ความทุกข์ยากเดือดร้อน ภัยพิบัติ  และความไม่ยุติธรรมบนโลกให้พระเยซูเห็น
       หลังจากสำแดงภาพอันวิจิตรให้พระเยซูทรงประทับใจแล้ว ซาตาน “ได้ทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน" (มัทธิว 4:9) ซาตานหลอกอาดัม และเอวา ให้พวกเขาปรารถนาจะเป็นเหมือนพระเจ้า ทั้งที่พวกเขาถูกสร้างมาในพระฉายาของพระองค์อยู่แล้ว ในทำนองเดียวกันซาตานแสร้งแสดงตนเป็นพระเจ้า เป็นเจ้าโลก และสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลก ขอเพียงพระเยซูก้มกราบซาตานเพียงครั้งเดียว ซาตานจะมอบสรรพสิ่งให้กับพระเยซูอย่างง่ายๆ (อ่านพระธรรม ลูกา 4:6 เปรียบเทียบกับ เพลงสดุดี 2:7, 8)
       การทดลองครั้งที่สามนี้ มุ่งไปที่ความจงรักภักดี เราซึ่งเป็นมนุษย์ควรถวายความภักดีอย่างสิ้นเชิงแด่พระเจ้า? ในสวนเอเดน เมื่ออาดัม และเอวายอมแพ้ต่อซาตานในร่างของงู ความจริงก็คือ พวกเขาถวายความภักดีแก่ซาตานเป็นเอกเหนือสรรพสิ่ง และ การติดเชื้อนี้แพร่ไปอย่างรวดเร็ว จากคนรุ่นอายุหนึ่งสู่คนแต่ละรุ่นอายุ ถ้าปราศจากการมาชี้ทางอันถูกต้องของพระเจ้า แนวโน้มความมีชัยของ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์และซาตาน” จะตกอยู่กับฝ่ายซาตาน และมนุษยชาติจะตกอยู่ในความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่อง

       ในการทดลองทั้งสามครั้งนี้ พระเยซูทรงใช้ข้อพระคัมภีร์เป็นอาวุธต่อต้านการทดลองของพระองค์ ดังนั้น เมื่อเราเผชิญกับการทดลอง เราสามารถใช้ข้อพระคัมภีร์เป็นเครื่องมือ เพื่อนำไปสู่ชัยชนะได้เช่นเดียวกัน

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       บุคคลหนึ่งสามารถพบนักเขียนจำนวนไม่น้อยในหลายหลายศตวรรษ ที่พยายามอธิษบายในหัวข้อ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่” แต่ไม่มีใครบรรยายเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง โดยกล่าวว่าเป็นสมรภูมิทั่วโลกกว้างได้ภาพชัดเจนเท่ากับ “คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส” ซึ่งพรรณนาให้เห็นจริงจัง ว่าเป็น “การขับเคี่ยวของสงครามฝ่ายศีลธรรม ที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกันในฝ่ายจิตวิญญาณระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” นี่นับว่าเป็นหัวข้อสำคัญในแนวคิดของชาวแอ๊ดเวนตีส ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า! นักเขียนคริสเตียนคนหนึ่งเรียกหัวข้อสำคัญนี้ว่า “การสงครามแห่งจักรวาล” (The cosmic warfare) นักเขียนคริสเตียนท่านนี้มีชื่อว่า มิสซีส เอลเลน จี. ไวท์. นางได้เขียนหนังสือขึ้นลายเล่ม เมื่อประมวลกันเข้าชาวแอ๊ดเวนตีสเรียกว่า “เนื้อความแห่งคำพยากรณ์” (The Spirit of Prophecy) และเนื้อความแห่งคำพยากรณ์นี้มีเนื้อหา สอดคล้องกับพระคัมภีร์ และแสดงให้เห็นธรรมชาติของความขัดแย้งนี้ว่าจะมีต่อไปจนวันสิ้นโลก .

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  ในชั้น ย้อนกลับไปอ่านคำตอบสำหรับคำถามของวันพุธเกี่ยวกับเส้นแบ่ง หรือเขตแดนระหว่างการไว้วางใจในพระสัญญาของพระเจ้า (ตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์) และการทดสอบพระสัญญานั้นว่าจะเกิดขึ้นจริง ไหม? ถ้าเกิดขึ้นจริง ก็จะได้ประโยชน์ในการอัศจรรย์ของพระเจ้า ให้สังเกตซาตานทดลองพระเยซูว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปเถิด เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์รักษาท่าน และเหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ มิให้เท้าของท่านกระทบหิน" พระเยซูจึงตรัสตอบว่า "พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า อย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน" (มัทธิว 4:6,7)  เราจะทราบในความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้อย่างไร?

  2.  การทดลองอาจมาถึงเราในหลายรูปแบบ หลายขนาด หลายสีสัน และหลายวิธี  ซาตานออกแบบการทด
       ลองไว้หลากหลาย เพื่อเข้าถึงเราไม่ว่าเราจะเป็นใคร และอยู่ที่ไหน แน่นอน การทดลองอย่างหนึ่งอาจเป็นการทดลองสำหรับบางคน แต่ไม่เป็นการทดลองสำหรับคนอื่นๆ ก็เป็นได้ นอกจากนี้การทดลองบางอย่างอาจมองเห็นได้ชัดว่าเป็นความบาปชัดเจน ขณะที่การทดลองหลายอย่างเป็นความบาปที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน ซึ่งเราต้องสังเกตให้ถ่องแท้ และรู้เท่าทันในธรรมชาติของการทดลอง?
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272