Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 > Lesson5 > Lesson 6 >
.
Lesson 7
.
บทที่ 7
คำสอนของพระเยซู และการสงครามต่อสู้ยิ่งใหญ่
วันที่  6 - 12  กุมภาพันธ์  2016
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
มัทธิว 11:29 ; โรม 4:1-6 ; มัทธิว 13:3-8,18-23 ; มัทธิว 7:21-27 ; ยากอบ 2:17 ; มัทธิว 7:1-5.

ข้อควรจำ     “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเรา
                   จะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข " (มัทธิว 11:28)      


เมื่อเราคิดถึงหัวข้อ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน”
เราชอบจะคิดถึงบางสิ่งที่น่าทึ่ง และใหญ่โตเกินกว่าชีวิตของเรา จะว่าไปมันเป็นการมองเห็นภาพใหญ่โตอย่างนั้นจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ มันอาจถูกเรียกว่า “เหนือกว่าคำบรรยาย” เป็นเรื่องราวที่ครอบคลุม และอธิบายมากกว่าสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องหนึ่ง ซึ่งอธิบายบางสิ่งมากกว่าข้อจำกัด หรือความเป็นจริง
       และภาพรวมแสดงให้เห็นในหัวข้อ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่” อาจใหญ่โตกว่า และรุ่งโรจน์กว่า แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นประจำวัน ที่นี่บนแผ่นดินโลก ในชีวิตของเราเอง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ต่อการทดลอง และต่อคนอื่นๆ กล่าวคือชีวิตประจำวันของผู้คนได้รับอิทธิพลไม่มาก ก็น้อยโดยเหตุการณ์ใหญ่กว่าทางการเมือง หรือด้านเศรษฐกิจ ในทำนองเดียวกันชีวิตของเราแต่ละคนได้รับอิทธิพลโดยเหตุการณ์ใหญ่ของการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่          
       ในบทเรียนของสัปดาห์นี้ เราจะได้อ่านคำสอนเกี่ยวกับความถ่อมพระทัย จากสวรรค์สู่แผ่นดินโลก เข้าถึงสามัญชน ในการดำรงชีวิตประจำวันของพวกเขา จากคำสอนพระเยซู การศึกษานี้จะช่วยเราขณะที่เราดิ้นรนต่อสู้เพื่อจะรู้จัก และดำเนินตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ขณะที่การต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่กำลังเผยให้ประจักษ์รอบตัวเรา

วันอาทิตย์   การพักผ่อนหลายประเภท  (มัทธิว 11:29)
       “จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลาย
จะได้พัก” (มัทธิว 11
:29) การรับเอา “แอกของพระองค์” ไปแบกไว้ นำเอาการพักมาสู่ดวงวิญญาณของเราได้อย่างไร?

       การนำเสนอนี้ช่วยให้บุคคลหนึ่ง มองเห็นภาพใหญ่กว่าในพันธกิจของพระเยซูเพื่อปลดปล่อยผู้คนเป็นอิสระจากศัตรู ถ้อยคำตรงนี้พระเยซูทรงนำถ้อยคำของท่านเยเรมีย์มาปรับใช้ ท่านเรมีย์กล่าวสัญญากับประชาชนว่าพวกเขาจะได้ พักฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเขา ถ้าพวกเขากลับมาหาศาสนาของบรรพบุรุษของพวกเขา แทนที่จะหันไปกราบไหว้รูปเคารพของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รายรอบทั้งหลาย (เยเรมีย์ 6:16)
       ภาพ “การพัก” เป็นสิ่งที่รุ่มรวยมากในพระคัมภีร์ โดยเริ่มจากองค์พระเจ้าเอง “ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ทรงกระทำการ” (ปฐมกาล 2:2) การพักของพระองค์นำสู่การพักในวันสะบาโตที่ทำการฉลองประจำสัปดาห์ นอกจากนี้ “การหยุดพัก” ยังมีในการฉลอง (1) ในรอบปีระหว่างการเลี้ยงประจำปี (อย่างเช่น เลวีนิติ 16:31) (2) หยุดพักทุกรอบเจ็ดปีใน “วันสะบาโต” ของแผ่นดิน (อพยพ 23:11) และ (3) ในทุก 50 ปี ในปี “จูบิลี” (Jubilee) เป็นปีปล่อยทาสให้มีอิสระภาพ ผู้เป็นหนี้ได้รับการยกหนี้ (เลวีนิติ 25:10)
       “การพักอาจเป็นความยินดีเมื่อพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับประชากรของพระองค์ (อพยพ 33:14) ในที่ไม่มีศัตรู หรือเหตุการณ์ชั่วร้ายบังเกิดขึ้น (1 พงศ์กษัตริย์ 5:4 ; เฉลยธรรมบัญญัติ 25:19) การพักเป็นสิ่งชื่นชมในแผ่นดินที่พระเจ้าทรงประทานให้ประชากรของพระองค์ (โยชูวา 1:13) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประชากรกลับจากการเป็นทาสในบาบิโลน(เยเรมีย์ 30:10) การพักยังเป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อกับคนแปลกหน้า (ปฐมกาล 18:4) และในความชื่นชมยินดีในชีวิตครอบครัว (นางรูธ 1:9 ; สุภาษิต 29:17)     
       “การพัก” ที่พระเยซูเสนอ เป็นของประทานแห่งความเอื้ออารี อันรวมถึงของประทานแห่งวันสะบาโต นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้เวลากับองค์พระผู้สร้าง การเสนอการพักของพระเยซูเป็นการทำให้เราตระหนักในสภาพการหลงหาย และความต้องการได้รับการไถ่ให้รอดจากพระเจ้าในทุกด้าน และเมื่อเราทำผิดพลาดเรายังคงมีพระสัญญาแห่งสถานที่พำนักข้างองค์พระผู้ช่วยให้รอด

       มีทางอื่นใดอีก นอกเหนือจากวันสะบาโต ที่เราสามารถเรียนรู้จะชื่นชมใน “การพัก” ที่พระเจ้าทรงเสนอให้กับเรา? เราพบ “การพัก” สำหรับดวงวิญญาณของเราในพระเยซูอย่างไร? อ่านพระธรรม โรม 4:1-6 ด้วย

วันจันทร์   การเพราะปลูก และการเก็บเกี่ยว  (มัทธิว 13:3-8)

       หัวข้อ “การสงครามต่อสู้ขัดแย้งยิ่งใหญ่ฯ” เผยให้เห็นชัดในคำอุปมาเรื่องการหว่านพืชของพระเยซู ซึ่งเอ่ยถึงบุคคลสี่ประเภทที่ตอบสนองต่อข่าวพระกิตติคุณ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในโลกมีผู้คนมากกว่า “คนดี” หรือ “คนเลว” ชีวิตเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ ดังนั้นเราจำเป็นต้องระมัดระวังวิธีเราติดต่อกับพวกเขา โดยเฉพาะเหล่าคนที่ดูเหมือนไม่ค่อยจะต้อนรับพระกิตติคุณเท่าที่ควร เหมือนเราคาดคิด
    
       อ่าน พระธรรมมัทธิว 13:3-8. จากนั้นอ่าน มัทธิว 13:18-23. ในทางใดบ้างที่เราสามารถเข้าใจชัดเจนเรื่องการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยว ปรากฏให้เห็นจริงในคำอุปมาเรื่องนี้?

       การต่อสู้สงครามฝ่ายจิตวิญญาณเป็นของจริง ศัตรู (ซาตาน) พยายามทุกวิถีทางที่จะทำได้เพื่อหันเหผู้คนออกห่างความรอด ยกตัวอย่างเช่น เมล็ดพืชตกบนทางเดิน เอลเลน จี. ไวท์. เขียนว่า “ซาตานและอดีตทูตสวรรค์ผู้เป็นบริวารจะเข้าในห้องประชุมที่มีการเทศนาพระกิตติคุณ ทูตจากสวรรค์พยายามให้ดวงใจผู้ฟังเกิดความประทับใจในพระวจนะของพระเจ้า แต่ศัตรูพยายามอย่างยิ่งที่จะให้พระวจนะนั้นว่างเปล่า ซาตานมีความร้อนใจจะทำให้งานของพระวิญญาณของพระเจ้าช้าลง พระคริสต์กำลังโน้มน้าวดวงวิญญาณด้วยความรักของพระองค์ แต่ซาตานพยายามหันเหผู้คนที่ได้รับการสัมผัสโดยพระเจ้าให้รับเอาความจริง และติดตามพระผู้ช่วยให้รอด” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไวท์. ใน  “ChristObject Lessons, page 44
       เมื่อมีการหว่านเมล็ดแห่งพระกิตติคุณ ความอุตสาหะของมนุษย์มีข้อจำกัดเสมอ เราจะต้องหว่านทุกหนทุกแห่ง อย่าให้เราตัดสินว่าดินตรงนี้ดีหรือเลว การที่มีวัชพืชเกิดขึ้นมาแสดงว่าเราไม่สามารถกีดกั้นความชั่วร้ายไม่ให้งอกขึ้นในที่เราคาดหวังไว้เพียงเล็กน้อย ผลิตผลเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว ผู้ทำการอยู่เบื้องหลัง ผู้ให้ความมั่นใจว่าผู้สามารถได้รับความรอดก็จะได้รับการช่วยให้รอด ให้เราหน้าที่ของเรา และต้องเรียนรู้ที่จะวางใจพระองค์ว่าพระองค์จะทำการในส่วนของพระองค์

       มีทางใดบ้างเราสามารถทราบว่าคำอุปมานี้เป็นเรื่องจริง? เหตุใดผู้รับบัพติศมาใหม่บางคนเดินออกทาง
ประตูหลัง? หรือเหตุใดคนอื่นๆแสดงให้เห็นว่าไม่มีความสนใจในยพระกิตติคุณเลย? และเหตุใดบางคนมี
ความเข้มแข็งในความเชื่อ?

วันอังคาร   การสร้างบ้านบนศิลา  (มัทธิว 7
:21-27)  

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 7:21-27. มีอะไรทำให้สะดุ้งตกใจเกี่ยวกับคำอุปมาเรื่องนี้?

       คุณนึกถึงอะไรเมื่อจินตนาการในเรื่องนี้? ศิลานั้นอยู่ที่ไหน และทรายอยู่ที่ไหน? สำหรับบางคน ทรายจะพบได้เฉพาะที่ชายหาด แต่เรื่องนี้คงไม่เกี่ยวกับบ้านพักชายทะเล สถานที่น่าจะเป็นท่ามกลางเชิงเขาที่ไหนสักแห่ง อย่างที่เราเคยเห็นหมู่บ้านหลายแห่งตั้งอยู่ข้างหุบเขาที่สงบสวยงาม
      พระเยซูทรงพรรณนาถึงบ้านสองหลัง บ้านหลังหนึ่งสร้างบนผิวดิน แต่บ้านอีกหลังหนึ่งเจาะรากฐานลงบนก้อนศิลา (ลูกา 6:48) จะไม่มีทางบอกได้ถึงความแตกต่างของบ้านทั้งสองหลังที่สร้างเสร็จแล้ว จนกระทั่งฝนตกหนัก และน้ำไหลบ่าลงมาตามพื้นลาดของเชิงเขา บ้านที่ฐานของบ้านตั้งบนศิลาจะมั่นคงอยู่ แต่บ้านที่ตั้งบนผิวดินจะถูกกระแสน้ำกัดเซาะ และในที่สุดบ้านหลังนั้นจะพังทลายลง
       พระเยซูทรงเล่าเรื่องอุปมานี้เพราะทรงทราบว่าเราชอบหลอกตัวเราเองมากเพียงใด คนหนึ่งมักจะมีการต่อสู้อยู่ภายในใจอย่างรุนแรง ปราศจากการช่วยเหลือใดๆ เราไม่อาจอยู่รอดได้ พระเยซูทรงต่อต้านพญามารสำเร็จ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงได้สมญานามว่า “ศิลา”
       เราสามารถมีชัยชนะต่อความชั่วร้ายในสงครามส่วนบุคคลได้ แต่สิ่งเดียวเป็นไปได้ถ้าเราสร้างชีวิตของเราอย่างมั่นคงในพระองค์ และเราสามารถสร้างสิ่งนี้ได้ผ่านการเชื่อฟังพระองค์ พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า "เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา” (มัทธิว 7:24)  เป็นสิ่งเข้าใจได้ง่าย ความเชื่อมีความสำคัญมาก อย่างไรก็ดี พระคัมภีร์กล่าวว่า “ความเชื่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ประพฤติตามก็ไร้ผล” (ยากอบ 2:17)

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 7:22, 23. มีผู้อ้างว่าพวกเขาขับผีออกในนามของพระเยซู หรือกล่าวพยากรณ์ใน
พระนามของพระองค์ ทั้งหมดแสดงว่าแต่ละคนของคนเหล่านี้มี “ความเชื่อ” บางประการ แต่ในที่สุดพวกเขาต้องพบกับอะไร? ถามตัวคุณเอง บ้านของคุณได้สร้างบนรากฐานอะไร? คุณรู้คำตอบไหม?


วันพุธ     อย่ากล่าวโทษเขา  (มัทธิว 7:1-5)  
       ในช่วงต้นพันธกิจ และการรับใช้ของพระเยซู ทรงแสดงปฐมเทศนาของพระองค์บนภูเขา เรื่องเทศน์ดังกล่าวรวมไปถึงคำสอนที่น่าประหลาดใจ สำหรับการเริ่มต้น พระองค์ทรงสั่งสอนคนสามัญทั้งหลายว่าพวกเขามีคุณค่า และได้รับพระพรในสายพระเนตรของพระเจ้า (มัทธิว 5:3-12) พระองค์ทรงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือของแผ่นดินโลก(มัทธิว 5:13) และเป็น “ความสว่างของโลก” (มัทธิว 5:14-16) เกลือ และ แสงสว่าง เป็นสิ่งมีคุณค่าของผู้คนทั้งหลายพระเยซูทรงตรัสถึงความสำคัญแห่งพระบัญญัติของพระเจ้า (มัทธิว 5:17-19) พระองค์ทรงเตือนพวกเขาที่พยายามสร้างภาพให้คนทั่วไปประทับใจว่าพวกเขาถือพระบัญญัติเคร่งครัด กระทำการดี เป็นคนชอบธรรม คนหนึ่งจะเป็นคนดีไม่ใช่เฉพาะภายนอก แต่รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดด้วย (มัทธิว 5:21-28) พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่าพวกเขาต้องป้องกันรักษาการกระทำไว้ด้วย (มัทธิว 5:29, 30) หากคนหนึ่งอ่านเรื่องเทศน์ทั้งหมด จะพบว่าพระเยซูทรงครอบคลุมทุกด้านของชีวิต และความสัมพันธ์ทั้งหมดของมนุษย์ (อ่าน พระธรรม มัทธิว บทที่ 5, 6, 7)

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 7:1-5. ในทางใดคือ “การสงครามขับเคี่ยวยิ่งใหญ่” ที่ถูกพรรณนาให้เห็นจริงในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้? ยกตัวอย่างเช่น “การดิ้นรนต่อสู้ระหว่างความดี และความชั่ว” ที่แสดงให้เห็นตรงนี้?

       “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน” (มัทธิว 7:1) อย่าคิดว่าตนเองดีกว่าคนอื่นๆ และตั้งตัวเองเป็นตุลาการตัดสินคนอื่น ในเมื่อท่านไม่เข้าใจทุกสิ่งจะแจ้ง ท่านไม่อาจตัดสินคนอื่น ในการวิพากษ์วิจารณ์คนนี้ คนนั้นท่านกำลังส่งผ่านคำตัดสินให้กับตัวท่านเอง ถ้าท่านได้ทำสิ่งที่ได้กล่าวมา ท่านได้แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นหุ้นส่วนกับซาตาน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า “สำรวจตัวท่านเอง ว่าท่านอยู่ในความเชื่อหรือไม่ จงพิสูจน์ตัวท่านเอง นี่เป็นงานของเรา” จากหนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน”  หน้า 314
      
 เมื่อพระเยซูทรงตรัสกับผู้ฟังของพระองค์ว่า “อย่าตัดสินคนอื่น” พระองค์ทรงเน้นจุดสำคัญสองข้อ ข้อแรก เหตุผลเราตัดสินคนอื่นๆเป็นเพราะว่าเราได้ทำในสิ่งไม่ดีอย่างเดียวกัน ที่เราวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น (มัทธิว 7:1,2) เราเหวี่ยงเป้าความสนใจออกจากตัวเราเอง และให้คนอื่นแน่ใจว่า ทุกคนรอบตัวเรากำลังมองไปยังบุคคลที่เราวิจารณ์มากกว่าตัวเรา
       ข้อสอง  พระเยซูทรงบอกว่าบ่อยครั้งเราพบว่าปัญหาของพี่ชาย น้องสาวในพระคริสต์เป็นเรื่องใหญ่โต ในขณะที่ปัญหาหรือความข้อบกพร่องของเราใหญ่โตกว่า แต่เรามองเห็นเพียงเป็นจุดเล็กๆ เรื่องนี้พระคริสต์ทรงตรัสว่า “เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาของท่านเอง” (มัทธิว 7:4)

      
มีความแตกต่างกันอย่างไร ระหว่างการตัดสินคนอื่น กับการตัดสินการกระทำของพวกเขาว่า “ผิด” หรือ “ถูก” ? เหตุใดจึงสำคัญมากที่ต้องมองเห็นความแตกต่างของสองสิ่งนี้?
 
วันพฤหัสบดี   เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป  (มัทธิว 28:20)
 

       อัครทูตมัทธิวจบพระธรรมกิตติคุณของท่านด้วยถ้อยคำหนุนใจอย่างยิ่ง ด้วยการบันทึกพระสัญญาของ
พระเยซูที่ตรัสว่า “นี่แหละเราจะอยู่กับท่านเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28
:20) นี่ควรมีความหมายอย่างไรต่อชีวิตของเราเอง การต่อสู้ดิ้นรนของเราเอง ความล้มเหลวของเรา และความผิดหวัง และแม้แต่เมื่อเรารู้สึกว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งเรา?
       พระเจ้าทรงตรัสสัญญาทำนองว่า “เราจะอยู่กับท่าน” หลายครั้งในพระคัมภีร์ ทรงกล่าวพระสัญญากับท่านอิสอัค (ปฐมกาล 26:24) กับท่านยาโคบ (ปฐมกาล 28:15) กับท่านเยเรมีย์ (เยเรมีย์ 1:8,19) และกับชนอิสราเอล (อิสยาห์ 41:10 ; 43:5) พระสัญญานี้ปกติจะทำขึ้นช่วงที่มีความยากลำบาก และความทุกข์เดือดร้อน เมื่อพระดำรัสของพระเจ้ามีความหมายมากที่สุด
       ข้อพระคัมภีร์อีกข้อหนึ่งใช้ถ้อยคำเกือบเหมือนกันคือ “เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย* (ฮีบรู 13:5) “พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล” (ฮีบรู 13:8) พระเจ้าทรงตรัสพระสัญญานี้หลายครั้ง เราจะพบได้เมื่อท่านโมเสสมอบการเป็นผู้นำให้กับท่านโยชูวา ท่านโมเสสกล่าวว่า “จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย" (เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6,7) พระเจ้าได้ทรงทบทวนถ้อยคำเหล่านี้อีกครั้งหลังจากท่านโมเสสได้ตายแล้วว่า “ไม่มีผู้ใดจะยืนหยัดต่อสู้เจ้าได้ตลอดชีวิตของเจ้า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น” (โยชูวา 1:5) เมื่อกษัตรยิ์ดาวิดมอบบัลลังก์ให้ซาโลมอน กษัตริย์ดาวิดบอกซาโลมอนว่าพระเจ้าไม่ปล่อยให้ซาโลมอนล้มเหลว หรือทอดทิ้งพระองค์ (1 พงศาวดาร 28:20)
       พระเยซูไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราเสมอ ทรงประทานพระสัญญาแม่นมั่นแก่ผู้นำแห่งความเชื่อในยุคแรกเริ่ม เพื่อพวกเขาจะได้รับการหนุนใจเมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบาก และการทดลอง พวกเขาจะแน่ใจได้เสมอว่าพระเจ้าทรงอยู่กับพวกเขาอย่างต่อเนื่องไป
       สำหรับคริสตจักรสุดท้ายในช่วงใกล้เวลาปิดฉากประวัติศาสตร์โลก พระสัญญาเหล่านี้มีความสำคัญ พระเยซูทรงสัญญาว่า “เราจะอยู่กับเจ้าเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค” ทั้งนี้พระสัญญาดังกล่าวเคียงคู่กันไปกับพระมหาบัญชาที่ว่า “จงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมา...ดังนั้นเป้าหมายของเราด้วยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เรามีหน้าที่นำผู้คนจากอีกฟากหนึ่งของ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่” ที่กำลังจะพินาศมาอยู่ฟากพระเยซูคริสต์เจ้าเพื่อรับเอาความรอดของพระองค์

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
       โลกของเราเป็นสถานที่ได้รับความเสียหายจาก “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” ที่ได้ดำเนินมานานกว่าหกพันปี ถ้าจะเปรียบเทียบกับตึกเราก็จะมองเห็นซากปรักพังไปทั่วโลก เหล่าผู้มีอำนาจ และ นักวิทยาศาสตร์พยายามจะทำให้โลกดีขึ้น แต่ดูเหมือนโลกไม่ได้เคลื่อนที่ไปในทิศทางถูกต้อง ที่จริงนับวันกลับแต่จะจะเลวร้ายมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เราต้องการพระสัญญาแห่งการไถ่ให้รอด สิ่งนี้จะเป็นมาได้โดยพระคริสต์ผู้ได้ชัยชนะในการสงครามใหญ่นี้เท่านั้น ชัยชนะนี้พระคริสต์ได้มาจากไม้กางเขน และพระองค์เสนอจะประทานให้ฟรีแก่เราทั้งปวง

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  ดังที่เราได้เห็นในหัวข้อศึกษาสำหรับวันอังคาร เหล่าผู้ที่พูดกับพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้า
      ข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และ
      ได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ
' เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า
      'เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา” (มัทธิว 7:22,23)
เหล่าผู้ประกอบ
        การอัศจรรย์เหล่านี้เป็นผู้เชื่อในพระเยซูไหม? ให้สังเกตจุดสำคัญในคำถามของพวกเขา พวกเขากำลัง    
        โฟกัสไปยังสิ่งใด? คำตอบที่พระเยซูทรงตอบพวกเขาตรงนี้แสดงให้เห็นว่าเหตุใดพวกเขาจึงถูกหลอก?

  2.  ถ้าคุณมีเพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวกำลังทำบางสิ่งที่ผิดชัดเจน คุณจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร
       ในลักษณะไม่ให้เป็นการพิพากษาว่าผิด?

 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272