Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 > Lesson5 > Lesson 6 > Lesson 7 >
.
Lesson 8
.
บทที่  8
เพื่อนทหารในกองทัพของพระคริสต์
วันที่ 13 -19 กุมภาพันธ์ 2016

บ่ายวันสะบาโต  
 

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
ลูกา 5:6-8, 11; มาระโก 3:14 ; มัทธิว 8:23-27 ; มาระโก 4:35-41 ; มาระโก 9:33-37 ; มัทธิว 20:20-28.

ข้อควรจำ      “เขาจึงพูดกันว่า ''ใจเราเร่าร้อนภายในเมื่อพระองค์ตรัสกับเราตามทาง
                    เมื่อทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟังมิใช่หรือ เขาจึงพูดกันว่า ''ใจเราเร่า
                    ร้อนภายในเมื่อพระองค์ตรัสกับเราตามทาง เมื่อทรงอธิบายพระคัมภีร์
                    ให้เราฟังมิใช่หรือ" (ลูกา 24:32


จากช่วงวันเริ่มแรกแห่งพันธกิจการรับใช้ของพระเยซู พระเยซูไม่ได้ทำการตามลำพัง

พระองค์ทรงเลือกมนุษย์ให้มาร่วมในการเทศนา การสั่งสอน และพันธกิจการรับใช้ ซึ่งเราจะอ่านพบได้ในพระกิตติคุณทั้งสี่เล่ม
       ดังนั้นขณะการสงครามใหญ่วนเวียนอยู่รอบๆ พระเยซู เราสามารถพบได้ว่าการสงครามดังกล่าวรุกเข้าประชิตตัวอัครทูตทั้งหลาย และเหล่าสาวกของพระเยซูเช่นกัน สิ่งนี้จะเกิดต่อเนื่องไปจนวาระสุดท้าย และจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้น เมื่อพระเยซูทรงร้องว่า “สำเร็จแล้ว” (ยอห์น 19:30) ซาตานได้พบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเยซูสะดุด และล้มลงแต่เป็นการง่ายกว่าที่จะหลอกล่อเหล่าผู้ติดตามของพระองค์ให้มาติดกับดัก ความผิดพลาดของพวกเขาทำให้ซาตานมีโอกาสทำประโยชน์ได้มาก
       ความหยิ่ง ความสงสัย ความดื้อรั้น การมองเห็นว่าตนเองสำคัญ ความเห็นแก่ตัว ความอ่อนแอเหล่านี้เปิดช่องทางให้ซาตาน ครึ่งหนึ่งของปัญหาเป็นพวกเขาเอง พวกเขายึนหยัดกับความคิดเห็นของพวกตน ไม่รับฟังในสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
       พวกเขาต้องพยายามอย่างหนักกว่าจะได้เรียนรู้ และยอมรับ เราก็เช่นเดียวกัน !
 
วันอาทิตย์   การทรงเรียกเปโตร  (ลูกา 5:6-8)

       เมื่อเราคิดถึง “ประเด็น” ใน “การสงครามการต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ฯ” ว่ามีความสำคัญเพียงไร เป็นสิ่งน่าทึ่งที่พระเยซูทรงใช้มนุษย์เพื่อช่วยพระองค์ในพันธกิจการรับใช้พระเจ้า นี่เป็นจริงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเราคิดเกี่ยวกับความผิดพลาดของบุคคลที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้
      พระเยซูทรงกำลังเดินไปตามแนวฝั่งทะเลกาลิลีด้านตะวันออก มีฝูงชนกลุ่มใหญ่เดินตามพระองค์ พระเยซูทรงสังเกตเห็นเรือหาปลาสองลำ เจ้าของเรือทั้งสองกำลังทำการล้างเรือหลังจากออกไปจับปลาทั้งคืนแต่ล้มเหลว ชาวประมงเหล่านี้รู้จักพระเยซูก่อนหน้านี้แล้ว พระองค์ได้สอนในธรรมศาลาของพวกเขา สถานที่พระองค์ทรงสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน ถ้อยคำของพระองค์ประกอบด้วยสิทธิอำนาจ (ลูกา 4:31,32) พระเยซูทรงแม้แต่ทรงขับไล่ผีโสโครกที่เข้าสิงในร่างของชายคนหนึ่งในธรรมศาลา และผีนั้นเชื่อฟังคำสั่ง (ลูกา 4:33-36) พวกเขาได้เห็นพระเยซูเสด็จไปเยี่ยมบ้านของท่านเปโตร และทรงรักษาแม่ยายของท่านเปโตรที่กำลังเป็นไข้หนัก ให้หายในทันที (ลูกา 4:38,39) ในเย็นวันเดียวกันนั้นพระเยซูทรงรักษาโรคให้คนจำนวนมากด้วยการวางพระหัตถ์สัมผัสพวกเขา พวกเขาก็หายโรคในทันใด (ลูกา 4:40,41)
       พระเยซูทรงเสด็จลงเรือของท่านเปโตร และบอกให้เขาถอยเรือห่างจากฝั่งหน่อยหนึ่งเพื่อฝูงชนจะมองเห็นพระองค์ จากนั้นพระเยซูทรงสั่งสอนฝูงชนจากเรือนั้น (ลูกา 5:3) เมื่อสอนเสร็จทรงบอกท่านเปโตรนำเรือออกไปยังที่มีน้ำลึกกว่าแล้ววางอวนของเขาลงไปในน้ำ จากประสบการณ์เปโตรแน่ใจว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ด้วยความเชื่อถือในองค์พระเยซูท่านเปโตรทำตามคำสั่ง

       อ่าน พระธรรม ลูกา 5:6-8. ความรู้สึก และ การกระทำของท่านเปโตร บอกอะไรเราเกี่ยวกับตัวท่าน? และสิ่งเหล่านี้ช่วยเราให้เข้าใจว่า เหตุใดพระเยซูทรงเลือกท่านเปโตร แม้ในบางครั้งท่านเปโตรได้ทำผิดพลาด?

       ความรู้สึก และการกระทำของท่านเปโตรเป็นสิ่งน่าทึ่ง ในลักษณะนี้ ท่านเตือนเราถึง “การปล้ำสู้” กับทูตสวรรค์ของท่านยาโคบ ทั้งสองท่านตระหนักว่าพระเจ้าอยู่กับพวกท่าน ทั้งสองรู้สึกไม่คู่ควร และมีอำนาจเหนือกว่าควบคุมอยู่ (ปฐมกาล (32:24-30) สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน ท่านเปโตรตระหนักในความบาปของท่าน เพราะท่านทราบดีว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่นั่น การที่ท่านเปโตรสารภาพอย่างเปิดเผยในความบาปของท่าน เป็นความรู้สึกตรงกันข้ามกับความรู้สึกของผู้นำศาสนาบางคนในสมัยนั้น ผู้นำเหล่านั้นชี้ไปยังพระเยซูว่าพระองค์เป็นคนบาป (อ่าน ยอห์น 9:24) แต่พวกเขาไม่ยอมรับว่าพวกเขาเองต่างหากที่เป็นคนบาป

       พระธรรม ลูกา 5:11 กล่าวว่า “เมื่อเขานำเรือมาถึงฝั่งแล้ว เขาก็สละสิ่งสารพัดทิ้ง ตามพระองค์ไป” นี่หมายความว่า เมื่ออวนของพวกเขาเต็มไปด้วยปลา จนอวนนั้นจวนจะขาด แต่ชาวประมงเหล่านั้นละทิ้งทุกสิ่งไว้ข้างหลัง เพื่อติดตามพระเยซูไป มีข่าวสารอะไรตรงนี้สำหรับเรา?

วันจันทร์   “อยู่กับพระองค์”   (มาระโก 3:14)


       เมื่อพระเยซูทรงเรียกอัครทูตรุ่นแรกที่ชายหาดทะเลกาลิลี พวกเขาได้เป็นพยานว่าพระองค์มีอำนาจเหนือผีร้าย พวกเขาได้เห็นพระเยซูทรงสั่งผีโสโครกด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ และพวกมันก็ออกมาจากชายที่มันเข้าสิง (ลูกา 4:34-36) ทรงรักษาโรคให้คนป่วยด้วยโรคต่างๆที่เดินทางมาขอความเมตตา (ลูกา 4:38-41) สิ่งที่ทำให้พวกเขาทึ่งคือพระเยซูทรงมีอำนาจเหนือธรรมชาติ (ลูกา 5:4-6) ทรงเปิดเผยให้เห็นความบาป และต่อมาพระองค์กล่าวหนุนใจท่านเปโตรว่า “อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน” (ลูกา 5:10)
       ในเวลาต่อมา หลังจากพระเยซูทรงอธิษฐานทั้งคืนขอการทรงนำจากพระบิดา (ลูกา 6:12) พระองต์ทรงพบกับสาวกผู้ติดตามกลุ่มใหญ่ของพระองค์ จากคนกลุ่มนั้นทรงเลือกไว้สิบสองคน ทรงเรียกพวกเขาว่า “อัครทูต” (apostles) ซึ่งในภาษาอังกฤษแปลว่า “ครูสอน” และ “ผู้นำ” อย่างไรก็ดีคำในภาษากรีกคือ “apostolos” ซึ่งหมายความถึง “ที่จะส่งออกไป” (เพื่อทำการ) (ลูกา 6:13) อย่างไรก็ดี ก่อนพระเยซูจะทรงส่งอัครทูตออกไป พระองค์ใช้เวลากับพวกเขา ทรงสอนพวกเขาหลายประการ ทั้งประทานให้พวกเขามีอำนาจเหนือทูตผีทั้งปวง และรักษาโรคต่างๆ ให้หาย (ลูกา 9:1-5) โอกาสต่อมาพระองค์ทรงเตรียมความพร้อมให้สาวกกลุ่ม 70 คนให้พวกเขาออกไปประกาศเรื่องแผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้พวกเขาทั้งหลายแล้ว ทรงมอบอำนาจในการขับผี และรักษาโรคต่างๆให้กับพวกเขาเช่นกัน โดยส่งพวกเขาออกไปทำการรับใช้พระเจ้า และประกอบการดีเป็นคู่ๆ (ลูกา 10:1-16)

       อ่าน พระธรรม มาระโก 3:14. พระเยซูทรงประสงค์ให้อัครทูตทำอะไรก่อนส่งพวกเขาไปทำการตามลำพังของพวกเขา? มีข่าวสารสำคัญอะไรตรงนี้สำหรับเราทุกคน?
 

       บ่อยครั้งเพียงใดที่คริสเตียนในปัจจุบันมีความกระตือรือร้นจะวิ่งแข่งกันออกไปทำการเพื่อพระเยซู มากกว่าที่จะ“ใช้เวลาอยู่กับพระองค์” อย่างเพียงพอก่อนที่จะออกไปทำการรับใช้? ความจริงอย่างง่ายๆคือว่า เมื่อออกไปประกาศพระกิตติคุณ บ่อยครั้งเรารีบเร่งที่จะดำเนินตามขั้นตอน 1, 2, 3 ฯลฯ เราไม่เข้าใกล้ชิดด้วยการอธิษฐาน และขอพระวิญญาณบริสุทธิ์เพียงพอ เราพยายามเดินทางอ้อม (bypass) พระเยซูผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลกไป แล้วใส่ตัวเราเข้าไปแทนที่พระองค์
       ในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้เทศนาพระนามของพระเยซู แต่พวกเขามักไม่ได้ใช้เวลาเข้าเฝ้าพระองค์มากพอ และบางคนก็ไม่รู้จักพระองค์ดีพอด้วยซ้ำไป บางคนก็ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระองค์ สิ่งสุดท้ายที่โลก หรือคริสตจักรต้องการไม่ใช่ผู้ประกาศที่ทำงานตัวเป็นเกลียว แต่ “ไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับพระเยซู” เพียงพอกลยุทธิ์ยิ่งใหญ่ของซาตานใน “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” คือเอาประโยชน์จากผู้อ้างพระนามของพระคริสต์ แต่ใช้พระนามของพระองค์อย่างผิดๆ ดังนั้นก่อนคริสตจักร หรือสำนักงานคริสตจักรจะส่งอาจารย์ หรือศาสนาจารย์ หรือสมาชิกอาสา (คือสาวกนั่นเอง) ออกไปทำการ พระเยซูทรงต้องการชาย หรือหญิงเหล่านี้ได้ “อยู่กับพระองค์” เพื่อเรียนรู้และรับเอาอำนาจจากพระองค์ก่อน ก่อนออกไปเริ่มทำการ

       จะมีความหมายอะไรต่อเราในปัจจุบัน ที่จะอยู่โดยปราศจากพระเยซู? มีวิธีการ “ใช้เวลา” อย่างไรที่ได้ประโยชน์จริงๆ ในปัจจุบัน ที่เราสามารถมีเวลาดังกล่าวกับพระองค์?

วันอังคาร   อำนาจเหนือธรรมชาติของพระเยซู  (มัทธิว 8:23-27)        

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 8:23-27; มาระโก 4:35-41 ; และ ลูกา 8:22-25. “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” แสดงให้เห็นในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อย่างไร?      

       เราไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าซาตานใช้อิทธิพลเหนือธรรมชาติของโลกอย่างไร แต่พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่า ซาตานมีอิทธิพลทำได้ เราพบสิ่งดังกล่าวในเรื่องของโยบ (อ่านโยบ 1:18,19) เอลเลน จี. ไวท์. บอกกับเราว่า “ซาตานแม้แต่พยายามบันดาลให้เกิดสิ่งเลวร้ายกับทะเล และแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความหายนะกับผู้คนจำมากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้”จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “In Heavenly Place” หน้า 348. นี่คืออีกตัวอย่างอำนาจของซาตานในด้านนี้ท่ามกลางสิ่งเลวร้าย และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น เรามองเห็นได้ชัดว่ามีการสงครามใหญ่ต่อสู้ขับเคี่ยวให้มองเห็นได้บนแผ่นดินโลก

       ในบันทึกพิเศษของเรื่องนี้ หลังจากพระเยซูทรงทำการสอน และรักษาโรคตลอดวัน พระยูทรงแนะนำให้อัครทูตข้ามเรือไปฝั่งตรงกันข้ามของทะเลกาลิลี ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง ขณะที่เรือแล่นไปได้ส่วนหนึ่งของเส้นทางพายุใหญ่บังเกิดขึ้น และคลื่นก็ซัดเข้าไปในเรือจวนจะเต็มอยู่แล้ว (มาระโก 4:37) พระเยซูทรงเหน็ดเหนื่อยบรรมทมหนุนหมอนอยู่ท้ายเรือ ฝ่ายสาวกทั้งหลายบ้างกรรเชียง บ้างก็วิดน้ำออกจากเรือ เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ก่อนที่พวกเขาจะตระหนักว่าพระเยซูทรงอยู่กับพวกเขา

       สองคนรีบเข้าไปปลุกพระองค์ ร้องทูลว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ?” (มาระโก 4:38) พระเยซูทรงตื่นขึ้น ไม่ทรงต่อว่า หรือให้คำแนะนำเพื่อแก้ไขในสถานการณ์ ทรงประทับยืนยกพระหัตถ์ข้างหนึ่ง แล้วทรงตรัสว่า “จงสงบเงียบซิ” แล้วลมก็หยุด คลื่นก็สงบเงียบลง” (มาระโก 4:38)ประดุจลมพายุเป็นเด็กซุกซน ที่เชื่อฟังผู้ที่พวกเขาเกรงกลัว 
       เหตุการณ์ที่เห็นด้วยตา ฟังด้วยหู เหล่าอัครทูตงงงวย นี่เป็นไปได้อย่างไร แม้ธรรมชาติยังเชื่อฟังพระอาจารย์ของพวกเขา “ฝ่ายพวกเขาก็เกรงกลัวนักหนา และพูดกันและกันว่า "ท่านนี้เป็นผู้ใดหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน" (มาระโก 4:41)
       เราเรียนรู้บทเรียนหลายอย่างตรงนี้ แต่กับเรื่องนี้เราสามารถเข้าใจว่า พระเยซูทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่เพียงใด ดังนั่นเราต้องเชื่อวางใจในพระองค์ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา หรือคนใกล้ชิดกับเรา

 

       เราสามารถทราบได้ว่า อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นจริงเพียงใด ทรงมีอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่ยังมีแห่งหนึ่งที่พระองค์ไม่ทรงใช้อำนาจบังคับ นั่นคือ “สิทธิในการเลือก และการตัดสินใจของเรา” สิ่งนี้ควรทำให้เราขอบพระคุณ และใช้ความระมัดระวังเพียงใดกับของประทานในการใช้เสรีภาพของเรา?

 

วันพุธ     ผู้ใดจะเป็นใหญ่ที่สุด  (มาระโก 9:33-37)   

       อ่าน พระธรรม มาระโก 9:33-37. มีบทเรียนอะไรที่พระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกตรงนี้? และมีข่าวสารอะไรตรงนี้สำหรับทุกคนผู้อ้างว่าเป็นผู้ติดตามพระเยซู?  อ่านพระธรรม มัทธิว 18:3-5. เปาด้วย

       นี้เป็นข้อถกเถียงท่ามกลางเหล่าสาวกในความคิดเห็นของพวกเขาเกี่ยวกับอนาคต พวกเขาคิดเหมือนกันว่าพระเยซูจะปลดปล่อยชนอิสราเอลจากการเป็นเมืองขึ้นของโรม คือจะช่วยกู้อาณาจักรของกษัตริย์ดาวิด และจะขึ้นนั่งบัลลังก์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ พวกเขาคิดฝันด้วยว่าพวกเขาจะได้ลาภยศ และความรุ่งเรืองเหมือนอาณาจักรของซาโลมอน เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเขาคาดว่าจะมีส่วนอย่างสำคัญในอาณาจักรใหม่ที่ได้รับการกู้ขึ้น กระนั้นสิ่งที่กล่าวมายังไม่การเพียงพอ พวกเขาอยากจะทราบว่า ท่ามกลางพวกเขาใครจะ “เป็นใหญ่ที่สุด” ? ความรู้สึกเช่นนี้ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าเป็นความรู้สึกของลูซีเฟอร์ (ซาตาน) ผู้มีอิทธิพลต่อความนึกคิดของพวกเขาไหม? (อ่าน อิสยาห์ 14:14)

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 20:20-28. พระเยซูทรงตอบคำถามนี้ของพวกเขาอย่างไร? อะไรเป็นจุดสำคัญในคำตอบของพระองค์?

       บางทีสิ่งผิดหวังยิ่งใหญ่ที่สุดเกี่ยวเหตุการณ์เศร้านี้ คือเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตของพระเยซูกำลังเข้าสู่จุดสุดยอดของการเสด็จมาบังเกิดของพระองค์ กล่าวคือพระเยซูและเหล่าสาวกกำลังเดินทางสู่กรุงเยรูซาเล็ม สถานที่พระเยซูจะจะทรงถวายพระชนม์ชีพของพระองค์เป็นเครื่องถวายบูชาไถ่บาปแก่มวลมนุษย์ พระองค์พึ่งได้อธิบายแก่พวกเขาว่า พระองค์จะถูกทรยศ ถูกตัดสินให้ตาย ถูกเยาะเย้ย ถูกเฆี่ยน และถูกตรึงกางเขน และจากนั้นในวันที่สามพระองค์จะฟื้นพระชนม์”(มัทธิว 20:18,19) ทันทีที่พระองค์ตรัสถ้อยคำเหล่านี้จบ คำถามว่าใครจะได้เป็นใหญ่กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เหล่าสาวกไม่ได้ยินสิ่งที่พระเยซูตรัส เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้กำลังฟัง ภายในสมองของพวกเขายังหมกมุ่นอยู่กับความทะเยอทะยาน เหล่าสาวกพลาดจากประเด็นสำคัญ จิตใจของพวกเขาวกวนอยู่กับการตั้งอาณาจักรในแผ่นดินโลก ซึ่งไม่มันจะเกิดขึ้น และพวกเขาพลาดจากสิ่งที่พระเยซูทรงกำลังบอกพวกเขาเกี่ยวกับอาณาจักรชั่วนิรันดร์ ซึ่งพระองค์กำลังจะเสนอให้กับพวกเขาผ่านสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

 

       เป็นการง่ายที่จะคิดเกี่ยวกับจิตใจคับแคบของเหล่าสาวก จงมองดูตัวคุณเอง และถามว่า: “ฉันมีจิตใจคับแคบอะไร ที่ฉันจำเป็นต้องขจัดออกจากดวงวิญญาณของฉันเอง”?

วันพฤหัสบดี   พระเยซูทรงอธิบายพระวจนะ  (ลูกา 24:19-35)


       มันเป็นวันที่สามหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู เหล่าผู้ติดตามพระองค์ยังงงงันกับการช็อค พวกเขาคิดว่าพระองค์จะบดขยี้ทหารโรมัน แต่กลับเป็นว่าทหารโรมมันได้ตรึงพระองค์เสีย     

      หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงบนกางเขนแล้ว สาวกจำนวนมากได้มาชุมนุมกับเหล่าอัครทูตทั้งหลาย ผู้หญิงบางคนในกลุ่มพวกเขาได้เดินทางไปเยี่ยมอุโมงค์เก็บศพแต่เช้าตรู่ของวันที่หนึ่ง พระกิตติคุณลูกาเอ่ยชื่อของพวกนางไว้ แต่ก็มีคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ได้เดินทางมาจากแคว้นกาลิลีพร้อมกับพระเยซู (ลูกา 23:55 ; ลูกา 24:1,10) พวกเขากลับจากอุโมงค์ฝังศพที่ว่างเปล่าเพื่อบอกอัครทูตทั้งสิบเอ็ด และคนอื่นทั้งหมด เกี่ยวกับการได้พบบุรุษสองคนนุ่งห่มแพรวพราวจนพร่าตาที่อุโมงค์เก็บพระศพนั้น (ลูกา 24:9)   
       ท่านลูกาบันทึกว่าในตอนบ่ายของวันอาทิตย์นั้น ศิษย์สองคนเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไปยังเมืองเอมมาอูส(ลูกา 24:13) ดูเหมือนพวกเขาวุ่นอยู่กับการพูดคุยสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในช่วงวันสุดสัปดาห์ พวกเขาไม่สังเกตว่าบุคคลหนึ่งเดินเข้ามาสมทบพวกเขาเป็นใคร แม้คนแปลกหน้าจะเริ่มสนทนาก่อนโดยถามว่า “นี่ท่านท่านโต้ตอบกันถึงเรื่องอะไร” พวกเขาก็หยุดยืนหน้าเศร้าโศก” (ลูกา 24:17)
       คำถามนี้ปลุกความคิดของศิษย์ชื่อ “เคลโอปัส” ซึ่งได้ถามชายแปลกหน้าว่า “ท่านเป็นแขกเมืองอาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มแต่คนเดียวหรือที่ไม่รู้เหตุการณ์ทั้งปวง ซึ่งแขกแปลกหน้าก็แสร้งถามว่า “เหตุการณ์อะไร?” (ลูกา 24:19)

       อ่าน พระธรรม ลูกา 24:19-25. สิ่งที่คนเหล่านี้กล่าว แสดงให้เห็นว่าพวกเขาขาดความเข้าเขาใจในเรื่อง
อะไร? พระเยซูทรงอธิบายความจริงให้กับพวกเขาฟังอย่างไร?

       สังเกตว่าพระเยซูทรงชี้ให้เห็นจุดต่างๆ จากพระข้อพระคัมภีร์ ทรงชี้ข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับ การสงครามระหว่างพระองค์กับซาตานในถิ่นทุรกันดาร ในทำนองเดียวกัน พระเยซูทรงใช้ข้อพระคัมภีร์ผลักดันความมืดที่ครอบคลุมศิษย์ทั้งสองออกไป หลังจากทรงอธิบายให้พวกเขาฟังจากข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระองค์เอง และพันธกิจขององค์ พระองค์ทรงประทานประสบการณ์อันทรงพลังเพื่อช่วยสนับสนุนคำสอนเหล่านั้น ประการแรก, พระองค์ทรงสำแดงพระองค์แก่พวกเขา ด้วยการพิสูจน์ว่าพระองค์ได้ทรงฟื้นพระชนม์จากความตายแล้ว ประการที่สอง, “พระองค์อันตรธานไปจากพวกเขาโดยทันใด” (ลูกา 24:31) พระเยซูทรงให้หัวข้อศึกษาพระคัมภีร์อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงมีอำนาจในการประทานอภัยบาป จากการสิ้นพระชนม์ไถ่บาปด้วยชีวิตบริสุทธิ์ของพระองค์ ศิษย์ทั้งสองจึงมีเหตุผลดีสำหรับความเชื่อของพวก
เขา
    
       ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง เช่นเดียวกันตลอดพระกิตติคุณ เราพบว่าพระเยซูทรงยึดพระคัมภีร์ไว้ข้างหน้า และศูนย์กลาง การทำเช่นนั้นสามารถจะปกป้องความคิดทุกประเภทของเรา อันเป็นสาเหตุทำให้เราตั้งคำถาม
เรื่องสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ได้อย่างไร?
 

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       ขณะพระเยซูทรงเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ทรงขับผีออกจากบรรดาผู้ที่ถูกผีโสโครกเข้าสิง (ลูกา 6:18) พระองค์ทรงประทานความหวังให้ผู้ที่สิ้นหวัง (ลูกา 6:20-23) ทรงสาธิตให้เห็นวิธีจะดำรงชีวิตในความรักแบบ “อะกาเป้” (agape) ซึ่งเป็นความรักตามแบบของพระเจ้า (ลูกา 6:27-49) ตลอดพระธรรมลูกาบทที่ 7, 8 ทรงทำการรักษาโรคให้กับบุคคลต่างๆ ทรงเรียกบุตรชายหญิงหม้ายให้ฟื้นจากความตาย แม้ราซารัสที่ตายแล้วสี่วัน พระองค์ทรงเรียกให้ฟื้นจากความตาย และทรงห้ามลมพายุให้สงบนิ่ง พระองค์ทำการอัศจรรย์มากเช่นนั้น แต่บางคนยังลังเลที่จะเชื่อในพระองค์...ความจริงมีว่า ความเชื่อเป็นของประทานจากพระเจ้า แต่เป็นของประทานที่ผู้คนสามารถจะปฏิเสธได้ สิ่งนี้ทำให้มองเห็นว่า “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างพระคริสต์และซาตาน” เป็นเรื่องจริง ศัตรูของพระคริสต์พยายามทำงานหนักทุกวิถีทางจะทำให้เราเกิดความสงสัย และไม่เชื่อ..แต่เราจะต้องจำไว้เสมอว่า พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเรามีฤทธานุภาพยิ่งกว่าพญามาร ถ้าเรายึดพระเยซูไว้มั่นคง ซาตานไม่สามารถเอาชนะเราได้

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  คุณจะตอบคำถาม กับบางคนที่ถามคุณว่า “ถ้าพระเยซูทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติเช่นนั้น เหตุใดจึงมีผู้คน แม้คริสเตียนต้องพบกับความทุกข์ยากเดือดร้อนมากเช่นนั้น?  ความจริงเรื่อง “การสงคราม
 ต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์และซาตาน” สามารถนำมาอธิบายในเรื่องนี้ได้อย่างไร?  

  2.  เรามีเหตุผลอะไ(รบางประการ เพื่อยึดมั่นความเชื่อในพระเยซู และพระคัมภีร์พูดอะไรเกี่ยวกับพระองค์? เหตุใดจึงสำคัญที่เราจะจดจำไว้เหตุผลเหล่านี้ไว้อย่างมั่นคง?
      
  3.  เหมือนเราได้มองเห็นในบทเรียนของสัปดาห์นี้ พระเยซูทรงเลือกจะทำงานกับบางคนที่มีความอ่อนแอ
       การได้มองเห็นเช่นนี้ ช่วยให้คุณมีความหวังว่า พระเยซูสามารถใช้คุณได้แม้ว่าคุณเองจะมีความอ่อน
       แออย่างไร?

 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272